WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลังโรคไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวระบาดในคองโกและลามเข้าสู่ยูกันดา มีผู้เสียชีวิตต้องสงสัยแล้วกว่า 80 ราย ท่ามกลางความกังวลการแพร่เชื้อข้ามพรมแดนในภูมิภาคแอฟริกากลางและตะวันออก
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของโรคไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลังพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคองโก พร้อมพบผู้ป่วยนำเชื้อเข้าสู่ยูกันดา
สำนักข่าว AP รายงานว่า Africa CDC ซึ่งเป็นหน่วยงานสาธารณสุขระดับทวีปของแอฟริกา ยืนยันการระบาดครั้งใหม่ในจังหวัดอิตูรีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 65 ราย จากผู้ป่วยต้องสงสัย 246 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่มองกวาลู รวามปารา และบูเนีย ขณะที่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตต้องสงสัยในชุมชนอาจสูงถึง 80 ราย แต่จนถึงขณะนี้ยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการเพียง 8 รายจากตัวอย่างที่ส่งตรวจ
ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าวหลังหารือร่วมกับรัฐบาลคองโกและยูกันดา โดยชี้ว่า การระบาดครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายข้ามพรมแดน แม้ยังไม่เข้าข่ายการระบาดใหญ่ระดับโลก
ยูกันดายืนยันผู้ป่วยอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว 2 ราย ซึ่งเป็นผู้เดินทางมาจากคองโก โดยผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นชายอายุ 59 ปี เสียชีวิตในโรงพยาบาลที่กรุงกัมปาลาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม หลังมีอาการเลือดออกตามผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ทางการยูกันดาระบุว่า ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อภายในประเทศ
การระบาดครั้งนี้นับเป็นการระบาดของอีโบลาครั้งที่ 17 ในคองโกนับตั้งแต่ปี 2519 โดย WHO ระบุว่า เชื้อสายพันธุ์บุนดิบูเกียวมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 25-50% ต่ำกว่าสายพันธุ์ซาอีร์ที่เคยก่อการระบาดรุนแรงในอดีต แต่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองเฉพาะสำหรับสายพันธุ์นี้
จังหวัดอิตูรีมีพรมแดนติดกับยูกันดาและเซาท์ซูดาน และเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามพรมแดนจำนวนมาก อีกทั้งยังเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงจากกลุ่มติดอาวุธ ส่งผลให้การควบคุมโรคทำได้ยาก ขณะที่ Africa CDC ได้เรียกประชุมฉุกเฉินร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังบริเวณชายแดน
WHO ระบุว่า ขณะนี้กำลังสนับสนุนรัฐบาลคองโกผ่านการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ การตรวจคัดกรอง การติดตามผู้สัมผัสโรค และการจัดการศพอย่างปลอดภัย พร้อมจัดสรรงบฉุกเฉินเบื้องต้น 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการตอบสนองต่อการระบาด
ในยูกันดา ทางการเร่งคัดกรองผู้เดินทางจากคองโกและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงกัมปาลา ออกประกาศเตือนด้านสุขภาพ ขอให้พลเมืองติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลจากกรุงกินชาซา ทำให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขเป็นไปอย่างล่าช้า ชาวบ้านในเมืองบูเนียรายงานว่ามีการฝังศพต่อเนื่องในหลายชุมชน สร้างความตื่นตระหนกและอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการรับมือของภาครัฐ
แม้การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศจะไม่หมายถึงการปิดพรมแดน แต่ WHO แนะนำให้ประเทศสมาชิกเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้เดินทาง เสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการ และเตรียมระบบแยกกักผู้ป่วย โดยเน้นการสื่อสารกับชุมชนเพื่อลดความตื่นตระหนกและส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรค
โรคอีโบลาแพร่กระจายผ่านสารคัดหลั่งจากร่างกาย เช่น เลือด น้ำลาย และอุจจาระ รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือศพที่ติดเชื้อ อาการเริ่มต้นประกอบด้วยไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน และอาจลุกลามจนเกิดภาวะเลือดออกภายใน
คองโกมีประสบการณ์รับมืออีโบลามาอย่างต่อเนื่องจากการระบาด 16 ครั้งก่อนหน้า ทำให้ยังมีระบบเตรียมพร้อมบางส่วน เช่น เครือข่ายตรวจวิเคราะห์เชื้อของสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติ หรือ INRB ในกรุงกินชาซา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ยืนยันเชื้อจากตัวอย่างที่ส่งมาจากจังหวัดอิตูรี
อย่างไรก็ตาม การไม่มีวัคซีนเฉพาะสำหรับสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ทำให้มาตรการป้องกันยังต้องพึ่งพาการแยกกักผู้ป่วย การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และการฝังศพอย่างปลอดภัยเป็นหลัก ทั้ง Africa CDC และ WHO กำลังเร่งระดมทรัพยากรด้านโลจิสติกส์และการสื่อสารความเสี่ยง โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้ง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงของทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
แม้สถานการณ์ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่จำนวนผู้ป่วยต้องสงสัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ว่าการระบาดมีแนวโน้มขยายวงกว้าง หากควบคุมไม่ทัน อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในภูมิภาคแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันออก
อ้างอิง:




