รัฐบาลสหรัฐฯ ออกคำสั่งยกเครื่องระบบศุลกากรครั้งใหญ่ บังคับเปิดเผยเจ้าของตัวจริงของผู้นำเข้า และใช้ AI ตรวจจับการสำแดงข้อมูลเท็จ หวังสกัดการหลบภาษีและปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารชื่อ “การเสริมความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายศุลกากร” (Strengthening Customs Enforcement) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยสั่งการให้ CBP (U.S. Customs and Border Protection) หรือ สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ปฏิรูประบบการนำเข้าสินค้าอย่างรอบด้าน เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามการหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษีนำเข้าอย่างจริงจังมากขึ้น
ข้อมูลจากทำเนียบขาวระบุว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนที่มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและเพิ่มรายได้ของรัฐบาลสหรัฐ โดยมุ่งแก้ปัญหาการใช้บริษัทนอมินี การเปลี่ยนเส้นทางสินค้าผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี การสำแดงมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง รวมถึงการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ
ระหว่างการแถลงข่าว เจมส์ เคอร์โนแคน หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ของ CBP กล่าวว่า คำสั่งฉบับนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์หลายปีของเจ้าหน้าที่ภาคสนามและผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าที่พบเห็นรูปแบบการฉ้อโกงและการละเมิดกฎหมายจากบริษัทที่พยายามหาช่องทางหลีกเลี่ยงระบบศุลกากร
ภายใต้คำสั่งใหม่ ผู้นำเข้าสินค้า โดยเฉพาะผู้นำเข้าต่างชาติที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบการนำเข้า จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เช่น ไม่สามารถใช้กระบวนการนำเข้าแบบง่ายสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้กระบวนการนำเข้าแบบเต็มรูปแบบ พร้อมจัดทำหลักประกันต่อเนื่องในวงเงินที่สูงขึ้น หรือใช้บริการตัวแทนออกของที่ผ่านการรับรองจากโครงการ CTPAT ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือด้านความปลอดภัยระหว่างภาคเอกชนกับ CBP ที่กำหนดมาตรฐานการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งสินค้า เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย การฉ้อโกงทางการค้า และภัยคุกคามด้านความมั่นคง
ตามเอกสารสรุปมาตรการของทำเนียบขาว ผู้นำเข้าต่างชาติจะต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง ทรัพย์สินที่ถือครองในสหรัฐ โครงสร้างบริษัท และปริมาณการนำเข้าสินค้า เพื่อให้ CBP สามารถตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
คำสั่งดังกล่าวยังกำหนดระบบสถานะ Good Standing หรือสถานะผู้นำเข้าที่มีประวัติการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดย CBP จะใช้เป็นเกณฑ์ประเมินความน่าเชื่อถือของผู้นำเข้า หากบริษัทใดมีประวัติละเมิดกฎหมายศุลกากรซ้ำหลายครั้ง เกี่ยวข้องกับการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า หรือเชื่อมโยงกับการลักลอบนำเข้าสินค้ายาเสพติด อาจถูกเพิกถอนสถานะดังกล่าว รวมถึงถูกระงับหรือจำกัดสิทธิในการนำเข้าสินค้าเข้าสหรัฐฯ
นอกจากนี้ CBP ยังได้รับมอบหมายให้เพิ่มการใช้ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามการขนส่งสินค้าแบบเรียลไทม์ รวมถึงตรวจจับการสำแดงมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง การสำแดงพิกัดศุลกากรไม่ถูกต้อง และการเปลี่ยนเส้นทางสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีนำเข้าให้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศซึ่งได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าราคาถูกจะได้รับการคุ้มครองมากขึ้น
ปัญหาการเปลี่ยนเส้นทางสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่สหรัฐฯ ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าจากจีนบางส่วนถูกส่งผ่านประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนเข้าสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่กำหนดกับสินค้าจีนโดยตรง ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้และกระทบต่อการจ้างงานภายในประเทศ
คำสั่งฉบับใหม่ยังเพิ่มความเข้มงวดด้านบทลงโทษ โดยกำหนดให้ค่าปรับต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของอัตราโทษที่กำหนด และลดการผ่อนปรนสำหรับผู้กระทำผิดซ้ำ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการปฏิบัติตามกฎหมาย
ข้อมูลจาก CBP ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานสามารถตรวจจับการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้ามูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับและสินค้าปลอม
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าหลายรายมองว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อบริษัทผู้ส่งออกจากหลายประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้โครงสร้างบริษัทซับซ้อนหรือบริษัทนอมินีเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของผู้ผลิต
ทำเนียบขาวระบุเพิ่มเติมว่า การปฏิรูประบบศุลกากรครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้สหรัฐมีมาตรฐานใกล้เคียงกับหลายประเทศคู่ค้า ซึ่งมักจำกัดหรือไม่อนุญาตให้ผู้นำเข้าต่างชาติทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบการนำเข้าโดยตรง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบในกระบวนการค้า
นักวิเคราะห์ด้านการค้าบางส่วนมองว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการสูญเสียรายได้ของรัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย แต่ก็อาจเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อนให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากเอเชีย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายศุลกากรเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ โดยมองว่าการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งรายได้ของรัฐบาลและการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม
ในด้านการดำเนินงาน คำสั่งกำหนดให้ CBP เร่งจัดทำมาตรการต่างๆ ภายในระยะเวลา 90-180 วัน ขณะที่ทำเนียบขาวจะเสนอร่างกฎหมายเพิ่มเติมต่อสภาคองเกรสภายใน 45 วัน เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้มาตรการในระยะยาว
อ้างอิง:
The Straits Times: Trump orders US customs to crack down on tariff cheats
Bloomberg: Trump Order Directs Customs to Crack Down on Tariff Cheats
White House Fact Sheet: President Donald J. Trump Strengthens Customs Enforcement
White House: Strengthening Customs Enforcement Executive Order
CBP Newsroom: White House issues new executive order to strengthen customs




