News Logo
หน้าแรก
สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวต 215 ต่อ 208 สั่งทรัมป์ถอนทหารจากอิหร่าน

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ โหวต 215 ต่อ 208 สั่งทรัมป์ถอนทหารจากอิหร่าน

4 มิ.ย. 2569 15:42
ผู้ชม 10 คน

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านมติ 215 ต่อ 208 เรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ยุติปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน แม้มติยังต้องฝ่าด่านวุฒิสภาและอาจถูกวีโต้ แต่ถือเป็นแรงกดดันทางการเมืองครั้งสำคัญต่อทำเนียบขาว

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Next News รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ด้วยคะแนนเสียง 215 ต่อ 208 เห็นชอบมติตามกฎหมาย War Powers Resolution เรียกร้องให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หรือมีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ

มติดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคเดโมแครตทั้งหมดที่เข้าร่วมลงคะแนน รวมถึงสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ โทมัส แมสซี จากรัฐเคนตักกี ไบรอัน ฟิตซ์แพทริก จากรัฐเพนซิลเวเนีย วอร์เรน เดวิดสัน จากรัฐโอไฮโอ และ ทอม บาร์เร็ตต์ จากรัฐมิชิแกน นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านมติคัดค้านการใช้อำนาจทางทหารของทรัมป์

The New York Times รายงานว่า การลงมติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากความพยายามผลักดันมติดังกล่าว 3 ครั้งก่อนหน้านี้ไม่ประสบความสำเร็จ โดยความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน

แม้มติดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองเป็นหลัก เนื่องจากยังต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งพรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากอยู่ และประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีอำนาจยับยั้งกฎหมายได้ หากมติดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภา

ขณะที่ The Guardian รายงานว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ให้เหตุผลในการเริ่มปฏิบัติการทางทหารว่าเป็นการตอบโต้ภัยคุกคามจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การสู้รบที่ยืดเยื้อได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งภายในพรรครีพับลิกันและประชาชนสหรัฐฯ จำนวนมาก

มติดังกล่าวอ้างอิงหลักการตามกฎหมาย War Powers Act ปี 2516 ซึ่งกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องแจ้งสภาคองเกรสภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มปฏิบัติการทางทหาร และต้องได้รับความเห็นชอบภายใน 60 วัน มิฉะนั้นจะต้องยุติหรือถอนกำลังออกจากปฏิบัติการ

BBC รายงานว่า ความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีรายงานกำลังพลสหรัฐฯ เสียชีวิตมากกว่า 1,900 นาย พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนสหรัฐฯ และเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ด้าน Al Jazeera รายงานว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการเผชิญหน้าระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยยังคงเกิดเหตุปะทะเป็นระยะ แม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวในบางช่วง

ขณะที่ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ และเห็นว่ามติของสภาผู้แทนราษฎรอาจส่งสัญญาณความอ่อนแอไปยังอิหร่าน

ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองจำนวนหนึ่งมองว่า การลงมติครั้งนี้เป็นความพยายามของสภาคองเกรสในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทในการประกาศสงคราม โดยในอดีตเคยมีการอ้างอิงกฎหมายลักษณะเดียวกันในการพิจารณาปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในหลายความขัดแย้ง

สมาชิกพรรคเดโมแครตแสดงความยินดีต่อผลการลงมติ ขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันที่ลงคะแนนสนับสนุนมติดังกล่าวต่างย้ำถึงหลักการตามรัฐธรรมนูญ และความกังวลต่อภาระจากสงครามที่ยืดเยื้อ

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ทรัมป์’ เดือดด่า ‘เนทันยาฮู’ บ้า-ไม่สำนึกบุญคุณ ปมถล่มเลบานอน
‘ทรัมป์’ เดือดด่า ‘เนทันยาฮู’ บ้า-ไม่สำนึกบุญคุณ ปมถล่มเลบานอน