News Logo
หน้าแรก
วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามอิหร่าน

วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงครามอิหร่าน

24 มิ.ย. 2569 13:22
ผู้ชม 11 คน

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 50 ต่อ 48 เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดำเนินการทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติม ท่ามกลางแรงกดดันให้ยุติการขยายความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สื่อสหรัฐฯ หลายแห่งรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติผ่านข้อมติอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) ด้วยคะแนน 50 ต่อ 48 เสียง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เพื่อเรียกร้องให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หรือขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม โดยถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรผ่านข้อมติในลักษณะเดียวกัน แม้มติดังกล่าวจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่สะท้อนจุดยืนของฝ่ายนิติบัญญัติที่ไม่ต้องการให้มีการขยายความขัดแย้งโดยปราศจากการอนุมัติจากรัฐสภา

The New York Times และ The Washington Post รายงานว่า การลงคะแนนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นในหมู่สมาชิกรัฐสภาจากทั้งสองพรรคการเมือง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านยืดเยื้อต่อเนื่องนับตั้งแต่การโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และการหยุดยิงชั่วคราวหลายระลอก

Reuters รายงานว่า สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ ซูซาน คอลลินส์ สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐเมน ลิซา เมอร์คอฟสกี สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐอะแลสกา บิล แคสซิดี สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐลุยเซียนา และ แรนด์ พอล สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐเคนทักกี ลงคะแนนสนับสนุนมติดังกล่าวร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตเกือบทั้งหมด ขณะที่ จอห์น เฟตเตอร์แมน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต รัฐเพนซิลเวเนีย เป็นผู้เดียวในพรรคที่ลงคะแนนคัดค้าน

Al Jazeera ระบุว่า ข้อมติดังกล่าวเป็นมติร่วมของรัฐสภาที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปก่อนหน้านี้ด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียงในช่วงต้นเดือนมิถุนายน และไม่จำเป็นต้องส่งให้ประธานาธิบดีลงนามหรือใช้สิทธิยับยั้ง จึงมีสถานะเป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองของรัฐสภามากกว่าการบังคับใช้ทางกฎหมาย

ความขัดแย้งรอบล่าสุดเริ่มต้นจากการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ก่อนลุกลามไปสู่การยิงขีปนาวุธตอบโต้ การโจมตีเรือสินค้าในภูมิภาค และการหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

The Wall Street Journal รายงานว่า แม้ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งลงนามในกรอบข้อตกลงกับอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่กระบวนการลงมติในวุฒิสภายังคงเดินหน้าต่อไป โดยทรัมป์และทำเนียบขาวมองว่าข้อมติดังกล่าวไม่มีความสำคัญในทางปฏิบัติ และวิจารณ์การไม่เข้าร่วมลงคะแนนของสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าการผ่านมติดังกล่าวสะท้อนความกังวลของสาธารณชนและนักการเมืองต่อภาระต้นทุนของสงคราม ทั้งการสูญเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยประเด็นดังกล่าวกลายเป็นหัวข้อสำคัญทางการเมือง แม้ว่าทรัมป์จะเคยหาเสียงโดยเน้นการลดบทบาทของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งต่างประเทศก็ตาม

หลังการลงมติ ทำเนียบขาวยังคงเดินหน้าการเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงถาวรกับอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลอิหร่านยืนยันจุดยืนเกี่ยวกับการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดยังคงดำรงอยู่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ข้อมติอำนาจสงครามที่ถูกนำมาใช้ในครั้งนี้ถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักนับตั้งแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2516 โดยกฎหมายกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องแจ้งรัฐสภาภายใน 48 ชั่วโมงหลังส่งกำลังทหารเข้าสู่สถานการณ์สู้รบ และจำกัดระยะเวลาการปฏิบัติการไว้ที่ 60 วัน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

การลงคะแนนเกิดขึ้นในช่วงที่ผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักพบว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนการขยายสงคราม และกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ขณะที่ Reuters ระบุว่า แม้มติดังกล่าวจะไม่มีผลบังคับใช้โดยตรง แต่ถือเป็นสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญต่อฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางสมัยที่จะมีขึ้นในอนาคต

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐฯ ค้านเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ขณะ IMO อพยพกะลาสี 11,000 คน
สหรัฐฯ ค้านเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ขณะ IMO อพยพกะลาสี 11,000 คน