คิวบาไฟดับทั่วประเทศเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2569 ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน ขาดแคลนเชื้อเพลิงและโครงสร้างพื้นฐานเสื่อมสภาพ กระทบประชาชนกว่า 10 ล้านคน เศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขอย่างหนัก
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของคิวบาล่มลงอย่างสิ้นเชิงในช่วงเที่ยงวัน ส่งผลให้ประชาชนราว 10 ล้านคนทั่วประเทศไม่มีไฟฟ้าใช้อีกครั้ง นับเป็นเหตุการณ์ที่ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาหลายเดือน โดย Reuters รายงานว่า หน่วยงานการไฟฟ้าของคิวบา UNE (Unión Eléctrica) เริ่มทยอยจ่ายกระแสไฟกลับเข้าสู่ระบบเพื่อรองรับบริการจำเป็น เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ผลิตอาหาร และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงบ่ายของวันเดียวกัน กรุงฮาวานายังได้รับกระแสไฟฟ้าเพียงประมาณ 1% ของความต้องการทั้งหมด
Reuters รายงานว่า เช้าวันถัดมาประชาชนในกรุงฮาวานาต้องใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศร้อนจัดและเมืองที่เงียบผิดปกติ ร้านค้า ระบบขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากต้องหยุดชะงัก ซึ่งการล่มของระบบไฟฟ้าครั้งนี้เป็นการไฟดับทั่วประเทศครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ปลายปี 2568 และเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2569 ก่อนเกิดเหตุ หลายพื้นที่ของประเทศก็เผชิญปัญหาไฟดับเป็นเวลานานอยู่แล้ว โดยเกือบ 2 ใน 3 ของประเทศไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นระยะ ทำให้ประชาชนจำนวนมากแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างเมื่อระบบไฟฟ้าล่มทั้งประเทศ
ทางการคิวบายังอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งล่าสุด แต่ผู้เชี่ยวชาญและรายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า ปัญหาหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เสื่อมสภาพ โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ของประเทศสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2503-2523 และประสบปัญหาขาดการบำรุงรักษา รวมถึงขาดอะไหล่สำหรับซ่อมแซม ทำให้เกิดความขัดข้องบ่อยครั้ง
ข้อมูลจากรัฐบาลคิวบาและสื่อระหว่างประเทศระบุว่า วิกฤตการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศมีข้อจำกัด โดยรัฐบาลคิวบาระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ส่งผลให้การนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาลดลงอย่างมาก หลังสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่อเครือข่ายการขนส่งน้ำมัน รวมถึงมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกเชื้อเพลิงจากประเทศอื่นมายังคิวบา
คิวบาพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เมื่อปริมาณเชื้อเพลิงลดลง โรงไฟฟ้าหลายแห่งจึงไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ส่งผลให้หลายจังหวัดต้องเผชิญการตัดไฟหมุนเวียนเป็นเวลานาน บางพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้นานตั้งแต่ 24-70 ชั่วโมง
ผลกระทบจากวิกฤตไฟฟ้าลุกลามไปยังภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ ระบบประปาไม่สามารถสูบน้ำได้ในหลายพื้นที่ อาหารที่เก็บรักษาไว้เสียหายจากการไม่มีระบบทำความเย็น ขยะตกค้างเพิ่มขึ้นเนื่องจากการจัดเก็บหยุดชะงัก ขณะที่โรงพยาบาลหลายแห่งต้องพึ่งพาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองและเลื่อนการรักษาบางส่วนออกไป
รายงานจากสื่อระหว่างประเทศหลายแห่งระบุว่า วิกฤตดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของคิวบา โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ขณะที่ประเทศยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนเวชภัณฑ์และยารักษาโรคต่อเนื่อง ทำให้การรักษาผู้ป่วยมีข้อจำกัดมากขึ้น
ด้านเศรษฐกิจ การขาดไฟฟ้าทำให้โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจขนาดเล็ก และภาคการผลิตจำนวนมากต้องหยุดดำเนินงาน การผลิตอาหารลดลง ขณะที่ค่าเงินเปโซคิวบาอ่อนค่าต่อเนื่องและอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ประชาชนจำนวนมากต้องเร่งทำอาหาร ซักผ้า และชาร์จอุปกรณ์สื่อสารในช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีไฟฟ้ากลับมาใช้ได้
ในด้านการเมือง ประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล ระบุว่า วิกฤตพลังงานของประเทศเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันและการดำเนินงานของระบบพลังงาน พร้อมเรียกมาตรการดังกล่าวว่าเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อคิวบา ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่า ปัญหาหลักเกิดจากการบริหารจัดการภายในประเทศ การขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการเสื่อมสภาพของระบบผลิตไฟฟ้าที่สะสมมานานหลายทศวรรษ
วิกฤตพลังงานของคิวบารุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 หลังการนำเข้าน้ำมันลดลงอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ประเทศเคยเผชิญเหตุไฟดับทั่วประเทศมาแล้วถึงสองครั้ง และมีการประท้วงขนาดเล็กในบางพื้นที่จากความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ
คิวบาเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 จากการขัดข้องของโรงไฟฟ้าอันโตนิโอ กีเตรัส ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าหลักของประเทศ ประกอบกับการขาดแคลนน้ำมันจากประเทศพันธมิตร อย่างไรก็ตาม วิกฤตในปี 2569 ถือว่ารุนแรงที่สุดจากทั้งปัญหาเชื้อเพลิงและข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานที่สะสมมานาน แม้ว่าคิวบาจะได้รับน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มเติมในบางช่วง แต่ปริมาณยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ระบบผลิตไฟฟ้ากลับมามีเสถียรภาพ
สถานการณ์ล่าสุดจึงทำให้คิวบายังคงเผชิญความท้าทายด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และสาธารณสุขไปพร้อมกัน ขณะที่การฟื้นฟูระบบไฟฟ้าและการจัดหาเชื้อเพลิงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของประเทศในระยะต่อไป
อ้างอิง:




