สหรัฐฯ สั่งลุยถล่มอิหร่านวันที่ 3 พร้อมหันมาใช้ไม้ตายปิดล้อมท่าเรือแทน หลังทรัมป์ยอมถอยแผนเก็บ "ค่าคุ้มครองเรือสินค้า 20%" สังเวยแรงต้านทั่วโลก ท่ามกลางวิกฤตพลังงานส่อเค้าเดือดพล่าน
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศเดินหน้าโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 พร้อมยืนยันว่าปฏิบัติการมุ่งทำลายฐานยิงขีปนาวุธ โดรน กำลังทางเรือ และระบบป้องกันชายฝั่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์และการเดินเรือในพื้นที่
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งให้กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ หลังสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงขึ้น
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศแนวคิดเรียกเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้า โดยระบุว่าเป็นค่าคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือ แต่ภายหลังได้ยกเลิกแนวคิดดังกล่าวภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังเผชิญแรงคัดค้านจากประเทศพันธมิตรและความกังวลของตลาดการเงินโลก สื่อหลายสำนักรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นความพยายามปรับยุทธศาสตร์ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและการทูต
ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีฐานทัพและพื้นที่ในประเทศอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงบาห์เรนและคูเวต พร้อมประกาศโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้มีรายงานลูกเรือเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีหลายครั้ง
สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่ระบุว่าเป็น เรือนอกกฎหมาย ซึ่งพยายามแล่นผ่านเส้นทางเดินเรือที่มีการวางทุ่นระเบิดไว้
CENTCOM ระบุว่า ปฏิบัติการของอิหร่านต่อเรือพาณิชย์เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเสรีภาพในการเดินเรือและความปลอดภัยของพลเรือน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปเพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในการประชุมด้านความมั่นคงที่ทำเนียบขาวว่า หากอิหร่านยังไม่กลับเข้าสู่การเจรจา สหรัฐฯ อาจขยายปฏิบัติการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า สะพาน และเป้าหมายด้านยุทธศาสตร์อื่นๆ พร้อมย้ำว่ายังคงเปิดช่องสำหรับการเจรจา แต่ปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ภัยคุกคามยังไม่ยุติ
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ทั้งประเด็นโครงการนิวเคลียร์และอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเคยถูกอิหร่านขู่ว่าจะปิดหลายครั้งในอดีตแต่ การเผชิญหน้ารอบล่าสุดนับเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ผลกระทบจากวิกฤตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านความมั่นคง แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ขณะที่สื่อสากลรายงานว่า ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในภูมิภาคเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงจีน ซึ่งเผชิญการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในไตรมาสที่ 2
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงหลายสำนักประเมินว่า หากทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงใช้มาตรการตอบโต้ทางทหารต่อเนื่อง โดยไม่มีความคืบหน้าในการเจรจา ความขัดแย้งมีความเสี่ยงขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดพลังงานโลกในระยะต่อไป
อ้างอิง:




