News Logo
หน้าแรก
ศาลเนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมต. ปมเครือข่ายส่งผู้ลี้ภัยปลอมไปสหรัฐฯ

ศาลเนปาลสั่งจำคุกอดีตรองนายกฯ-รมต. ปมเครือข่ายส่งผู้ลี้ภัยปลอมไปสหรัฐฯ

15 ก.ค. 2569 14:12
ผู้ชม 11 คน

ศาลกาฐมาณฑุสั่งจำคุกอดีตบิ๊กการเมืองเนปาลยกแผง เซ่นเครือข่ายปลอมเอกสารส่งคนไปสหรัฐฯ 

ศาลแขวงกรุงกาฐมาณฑุมีคำพิพากษาจำคุกอดีตรองนายกรัฐมนตรี ท็อป บาฮาดูร์ เรย์มาจี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บัล กฤษณะ ข่านด์ พร้อมผู้เกี่ยวข้องอีก 14 คน จากคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่หลอกลวงชาวเนปาลหลายร้อยคน โดยอ้างว่า สามารถจัดทำเอกสารให้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล เพื่อเข้าสู่โครงการตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา แลกกับเงินจำนวนมาก ขณะที่จำเลยทั้งสองยืนยันความบริสุทธิ์และเตรียมยื่นอุทธรณ์

รายงานของ Kathmandu Post ระบุว่า ศาลมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 และผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษากำหนดโทษเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 โดยเรย์มาจี ซึ่งเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากพรรค CPN-UML ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง ร่วมกันก่ออาชญากรรมเป็นองค์กร และก่ออาชญากรรมต่อรัฐ ได้รับโทษจำคุก 4 ปี พร้อมปรับ 40,000 รูปีเนปาล (ประมาณ 8,756 บาท)

ส่วนข่านด์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจากพรรค Nepali Congress ถูกตัดสินว่ามีส่วนร่วมในความผิดเดียวกัน ได้รับโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 รูปีเนปาล (ประมาณ 4,378 บาท) ขณะที่เทก นารายัน ปันเดย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี และปรับ 40,000 รูปีเนปาลเช่นกัน

คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากการเปิดโปงของสื่อท้องถิ่นในเดือนพฤษภาคม 2565 ก่อนมีผู้เสียหายกว่า 160 คนยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสอบสวนการใช้อำนาจโดยมิชอบของเนปาล (Commission for the Investigation of Abuse of Authority: CIAA) โดยระบุว่าถูกหลอกให้จ่ายเงินคนละ 1-5 ล้านรูปีเนปาล (ราว 218,900-1,094,500 บาท) เพื่อแลกกับการจัดทำเอกสารปลอมให้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยจากค่ายผู้ลี้ภัยในเนปาล และสามารถเข้าร่วมโครงการตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตามโครงการดังกล่าว

Kathmandu Post รายงานว่า การสอบสวนพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และนายหน้า ร่วมกันปลอมแปลงเอกสารราชการ ทั้งรายงานทางราชการและบัตรประจำตัวผู้ลี้ภัย เพื่อให้บุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติสามารถสวมสิทธิเป็นผู้ลี้ภัยและผ่านกระบวนการตรวจสอบได้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันจัดทำเอกสารปลอม ประสานงานกับผู้มีอำนาจ และเรียกเก็บเงินจากผู้เสียหายเป็นระบบ

การสืบสวนของตำรวจนำไปสู่การจับกุมครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2566 โดยเริ่มจากกลุ่มนายหน้า ก่อนขยายผลไปถึงผู้ช่วยด้านความมั่นคงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น รวมถึงบุตรชายของเรย์มาจี ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 เจ้าหน้าที่จับกุมข่านด์ที่บ้านพัก ส่วนเรย์มาจีถูกจับเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 หลังหลบหนีการจับกุมเป็นเวลากว่า 10 วัน

ด้าน Arab News รายงานว่า ศาลพิพากษาลงโทษผู้ต้องหาทั้งหมด 16 คน จากจำเลยในคดีหลักและคดีเพิ่มเติมรวมกว่า 30 คน โดยมีผู้ถูกยกฟ้อง 7 คน เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ส่วนคดีของผู้ต้องหาอีก 8 คนที่ยังหลบหนีถูกระงับไว้ชั่วคราวจนกว่าจะสามารถจับกุมได้ ทั้งนี้ ศาลกำหนดโทษแตกต่างกันตามระดับการมีส่วนร่วมของแต่ละบุคคล

ในจำนวนผู้ถูกตัดสินคดียังมี เทก นาถ ริซาล ผู้นำผู้ลี้ภัยชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 รูปีเนปาล ฐานร่วมกระทำความผิด รวมถึงอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อัง ตาวา เชอร์ปา และผู้เกี่ยวข้องอีกหลายรายจากแวดวงการเมืองและระบบราชการ โดยศาลระบุว่าคดีนี้เป็นการกระทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรมที่มีการประสานงานกันระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และนายหน้า

ผลการสอบสวนระบุว่า ผู้เสียหายถูกชักจูงให้เชื่อว่าสามารถเข้าร่วมโครงการตั้งถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยที่ดำเนินการโดยสหประชาชาติและประเทศผู้รับ ซึ่งเคยใช้กับผู้ลี้ภัยชาวภูฏานเชื้อสายเนปาลมากกว่า 113,500 คน ระหว่างปี 2550-2559 แต่ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ โครงการดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว

ศาลแขวงกรุงกาฐมาณฑุระบุในคำพิพากษาว่า การกระทำดังกล่าวไม่ใช่เพียงการฉ้อโกงประชาชน แต่ยังเป็นอาชญากรรมต่อรัฐ เนื่องจากมีการปลอมแปลงเอกสารของรัฐบาลและสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

แม้จำเลยหลายรายถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดีมานานหลายปี แต่เรย์มาจีและข่านด์ยังยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และทนายความของทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูง โดยจะตรวจสอบกระบวนการพิจารณาคดีและพยานหลักฐานทั้งหมดอีกครั้ง

คดีนี้ใช้เวลาพิจารณานานกว่า 3 ปี หลังอัยการแขวงกาฐมาณฑุยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2566 โดยศาลได้รวมสำนวนคดีหลักและคดีเพิ่มเติมอีก 2 สำนวนเข้าด้วยกัน เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน

ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองในเนปาลระบุว่า คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีทุจริตที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะเกี่ยวข้องกับอดีตผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของรัฐบาล ข้าราชการ และเครือข่ายนายหน้าหลายฝ่าย ขณะที่ผู้เสียหายจำนวนมากยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับการได้รับเงินชดเชย เนื่องจากคำพิพากษาครั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดแนวทางการคืนทรัพย์สินหรือการเยียวยาไว้อย่างละเอียด

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐฯ งัดไม้ตาย ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน-ล้มแผนเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20%
สหรัฐฯ งัดไม้ตาย ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน-ล้มแผนเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20%