News Logo
หน้าแรก
ทรัมป์โต้ข่าวคลังอาวุธร่อยหรอ หลังสื่อแฉใช้ไปเกือบ 80% ในสงครามอิหร่าน

ทรัมป์โต้ข่าวคลังอาวุธร่อยหรอ หลังสื่อแฉใช้ไปเกือบ 80% ในสงครามอิหร่าน

6 ส.ค. 2569 15:39
ผู้ชม 5 คน

ทรัมป์โต้รายงานสื่อต่างประเทศที่ระบุว่าสหรัฐใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD ไปเกือบ 80% ของคลังก่อนสงครามอิหร่าน ยืนยันยังมีอาวุธเพียงพอและเร่งเพิ่มกำลังการผลิต ขณะที่ข้อมูลจากสื่อจุดกระแสกังวลต่อความพร้อมของกองทัพในระยะยาว

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธรายงานของสื่อที่ระบุว่าคลังอาวุธของสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างมากจากการทำสงครามกับอิหร่าน โดยยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังมีคลังอาวุธและกระสุนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอาวุธบางประเภท อีกทั้งยังมีการผลิตและส่งมอบอาวุธอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการก่อสร้างโรงงานของบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแห่งใหม่ในจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ประเทศ 

ทรัมป์เผยแพร่ข้อความดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social และประกาศว่าจะติดตามผู้ที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคลังอาวุธ โดยย้ำว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทรยศต่อประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องควรได้รับโทษจำคุกเป็นเวลานาน

คำชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก CNN รายงานเมื่อวันที่ 4-5 สิงหาคม 2569 โดยอ้างแหล่งข่าวที่รับทราบรายงานล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันขีปนาวุธระดับสูงระยะสุดท้าย (THAAD) ไปแล้วเกือบ 80% เมื่อเทียบกับจำนวนที่มีอยู่ก่อนสงคราม ขณะที่ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบ Patriot ถูกใช้ไปประมาณครึ่งหนึ่งของคลังเดิม แหล่งข่าวบางรายระบุว่าสถานะคลังอาวุธของสหรัฐอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับจากอิหร่าน

ด้าน Center for Strategic and International Studies (CSIS) ประเมินจากเอกสารงบประมาณ การจัดซื้ออาวุธ และข้อมูลจากสนามรบว่า ก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ มีขีปนาวุธ THAAD ประมาณ 452 ลูก และเหลืออยู่ราว 234-278 ลูกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ส่วนขีปนาวุธของระบบ Patriot รุ่นใหม่มีประมาณ 2,200-2,330 ลูกก่อนสงคราม และเหลือราว 759-827 ลูก คิดเป็นการใช้ไปประมาณ 2 ใน 3 ตามการประเมินบางชุด ทั้งนี้ CSIS ระบุว่าตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงการประมาณการ เนื่องจากข้อมูลคลังอาวุธที่แท้จริงยังเป็นความลับทางทหาร

ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่แคมป์เดวิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้สอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีต เฮกเซธ เกี่ยวกับสถานการณ์คลังอาวุธ หลังได้รับรายงานว่าปริมาณอาวุธลดลงอย่างมาก โดยแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อสองรายระบุว่าประธานาธิบดีแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากเข้าใจว่าปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว อย่างไรก็ตาม แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ปฏิเสธว่าการสนทนาดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเป็นข่าวปลอม

ด้าน ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังคงเป็นกองทัพที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดในโลก และมีอาวุธเพียงพอสำหรับปฏิบัติการทุกภารกิจที่ประธานาธิบดีมอบหมาย ขณะที่ พีต เฮกเซธ เคยโพสต์ตอบโต้รายงานของ CNN โดยระบุว่า "ไม่เป็นความจริง" และวิจารณ์การนำเสนอของสื่อ พร้อมยืนยันว่ากองทัพยังมีอาวุธเพียงพอและกำลังเร่งเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า Operation Epic Fury โดยในช่วง 39 วันแรก สหรัฐฯ และพันธมิตรโจมตีเป้าหมายมากกว่า 13,000 จุด และใช้ขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กมากกว่า 850-1,000 ลูก ควบคู่กับการใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศจำนวนมากเพื่อสกัดขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับของอิหร่าน 

นักวิเคราะห์หลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีราคาหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งลูก เพื่อทำลายอากาศยานไร้คนขับที่มีราคาต่ำกว่ามาก ส่งผลให้การใช้อาวุธมีต้นทุนสูงและทำให้คลังอาวุธลดลงอย่างรวดเร็ว

CSIS ระบุเพิ่มเติมว่า การฟื้นฟูคลังอาวุธของสหรัฐฯ ในหลายระบบอาจต้องใช้เวลาหลายปี โดยเฉพาะ THAAD และ Patriot ซึ่งอาจต้องใช้เวลาจนถึงช่วงกลางหรือปลายปี 2572 จึงจะกลับมาอยู่ในระดับเดิม แม้ Lockheed Martin บริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งผลิตระบบ THAAD และขีปนาวุธหลายประเภทที่กองทัพสหรัฐใช้งาน จะเร่งขยายกำลังการผลิตก็ตาม ทั้งนี้ ระบบ Patriot ผลิตโดย RTX (เดิมคือ Raytheon Technologies) ร่วมกับ Lockheed Martin ในบางส่วนของระบบและขีปนาวุธ นอกจากนี้ ขีปนาวุธโจมตีบางประเภท เช่น Precision Strike Missile ยังถูกใช้ไปเกือบทั้งหมดในช่วงแรกของสงคราม

CNN รายงานเพิ่มเติมโดยอ้างแหล่งข่าวว่า การลดลงของคลังอาวุธเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ตัดสินใจชะลอการโจมตีครั้งใหญ่เพิ่มเติมต่ออิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ก่อนหน้านี้จะประกาศเตรียมใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างหนัก ขณะที่ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอ่าวอาหรับแสดงความกังวลว่าการขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศอาจส่งผลต่อความสามารถในการรับมือ หากอิหร่านเปิดฉากตอบโต้เพิ่มเติม

ในโพสต์ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ยืนยันอีกครั้งว่าสหรัฐฯ ยังมีคลังอาวุธจำนวนมาก และมีการผลิตรวมถึงการส่งมอบอาวุธเข้าสู่คลังอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังขยายโรงงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยชี้แจงว่าการลดลงของคลังอาวุธบางส่วนเกิดจากการส่งมอบอาวุธให้ยูเครนและประเทศพันธมิตรในช่วงที่ผ่านมา แต่ยืนยันว่าสถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้นแล้ว

จากการรวบรวมข้อมูลของหลายสำนักตลอดช่วงประมาณ 5 เดือนของสงคราม พบว่าสหรัฐฯ ใช้อาวุธปล่อยโจมตีและขีปนาวุธสกัดกั้นในอัตราที่สูงกว่ากำลังการผลิตต่อปีหลายเท่า โดยเฉพาะอาวุธที่มีราคาสูงและใช้เวลาผลิตนาน ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมในการรับมือความขัดแย้งในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งระบบอาวุธเหล่านี้มีความสำคัญต่อการป้องกันไต้หวัน

ข้อมูลเกี่ยวกับระบบอาวุธระบุว่า THAAD เป็นระบบป้องกันขีปนาวุธพิสัยไกลระดับสูงที่สหรัฐฯ มีประจำการอยู่ในจำนวนจำกัดทั่วโลก ส่วน Patriot เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ประเทศพันธมิตรหลายแห่งใช้งาน ขีปนาวุธแต่ละลูกมีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ และการผลิตทดแทนใช้เวลาตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงประมาณสองปี ขึ้นอยู่กับประเภทของอาวุธ

นอกจาก THAAD และ Patriot แล้ว สงครามครั้งนี้ยังทำให้สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กและขีปนาวุธปล่อยนำวิถีจากอากาศสู่พื้นแบบล่องหนในปริมาณสูง โดยการประเมินบางชุดระบุว่าคลังอาวุธของอาวุธบางประเภทลดลงประมาณ 1 ใน 3 ถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่กำลังการผลิตต่อปียังอยู่เพียงหลักร้อยลูก ส่งผลให้การเพิ่มกำลังการผลิตกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของคำของบประมาณด้านกลาโหมล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กต.อัปเดตรับร่าง 'ฮลุน โซโล่' กลับไทย ก่อนส่งตรวจนิติวิทยาศาสตร์
กต.อัปเดตรับร่าง 'ฮลุน โซโล่' กลับไทย ก่อนส่งตรวจนิติวิทยาศาสตร์