Federal Aviation Administration สหรัฐฯ สั่งตรวจ Boeing 737 MAX จำนวน 471 ลำ หลังพบรอยร้าวในโครงสร้างบริเวณช่องประตูของเครื่องบิน 737 รุ่นก่อนหน้า และประเมินว่า MAX ซึ่งมีการออกแบบคล้ายกันอาจเผชิญปัญหาเดียวกัน หากรอยร้าวเกิดขึ้นและลุกลาม อาจกระทบความแข็งแรงของโครงสร้างเครื่องบิน แม้ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งระงับการบิน และยังไม่มีรายงานพบรอยร้าวชนิดนี้ในฝูงบิน MAX โดยตรง
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (Federal Aviation Administration: FAA) ออกคำสั่งความสมควรเดินอากาศฉบับใหม่ ครอบคลุม Boeing 737-8, 737-9 และ 737-8200 บางลำที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ รวมประมาณ 471 ลำ โดยคำสั่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 หลังหน่วยงานประเมินว่า มีภาวะไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างบริเวณช่องประตูส่วนครัวด้านหน้าของเครื่องบิน
เอกสารของ FAA ระบุว่า ต้นตอของมาตรการไม่ได้มาจากการพบรอยร้าวใน 737 MAX แต่เกิดจากการพบความเสียหายใน Boeing 737 รุ่นก่อนหน้า หรือ 737NG ได้แก่ 737-600, 737-700, 737-700C, 737-800, 737-900 และ 737-900ER ก่อนที่ Boeing และ FAA จะตรวจสอบพบว่า MAX มีการออกแบบและกระบวนการผลิตบริเวณเดียวกันคล้ายกัน จึงอาจเผชิญปัญหาแบบเดียวกันในอนาคต
FAA ระบุว่า รอยร้าวเกิดบริเวณมุมบนด้านหน้าของช่องเปิดประตูส่วนครัวด้านหน้า ซึ่งเป็นบริเวณผิวลำตัวและแผ่นเสริมโครงสร้างรับแรงที่ช่วยกระจายแรงรอบช่องประตู ปัญหานี้จึงไม่ใช่ตัวบานประตูหรือระบบล็อกประตูเสียหายโดยตรง แต่เป็นความเสี่ยงต่อโครงสร้างลำตัวที่ต้องรับแรงซ้ำตลอดวงรอบการบิน
จากการวิเคราะห์ของ Boeing ซึ่ง FAA นำมาอ้างในเอกสาร พบว่าปัจจัยสำคัญมาจากแรงใช้งานสูงบริเวณผิวลำตัว ประกอบกับการกระจุกตัวของความเค้นตรงมุมช่องประตู หากรอยร้าวเกิดขึ้นและไม่ได้รับการแก้ไข อาจขยายจนทำให้ชิ้นส่วนโครงสร้างหลักไม่สามารถรับภาระตามขีดจำกัดที่ออกแบบไว้ และกระทบต่อความแข็งแรงสมบูรณ์ของเครื่องบิน
คำสั่ง FAA กำหนดให้ผู้ประกอบการตรวจผิวลำตัวภายนอก ตรวจหารอยร้าวอย่างละเอียด และในบางกรณีใช้การตรวจด้วยกระแสไหลวนเพื่อค้นหารอยร้าวทั้งบริเวณผิว จุดยึด และแผ่นเสริมโครงสร้างใต้ผิวลำตัว หากพบความผิดปกติต้องซ่อมหรือดำเนินการตามวิธีที่ได้รับอนุมัติ รวมถึงกลับมาตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่กำหนด
มาตรการดังกล่าวอ้างอิงเอกสารของ Boeing ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ขณะที่ CBS News รายงานโดยอ้าง Boeing ว่า บริษัทติดตามปัญหารอยร้าวใน 737NG มาตั้งแต่ปี 2562 ก่อนออกแนวทางตรวจสำหรับรุ่นก่อนหน้าและขยายมายัง 737 MAX ในเวลาต่อมา ส่วน FAA เคยออกคำสั่งตรวจ 737NG สำหรับบริเวณเดียวกันไปแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2567
แม้ FAA ระบุว่าหากปล่อยรอยร้าวไว้จนลุกลามอาจกระทบโครงสร้างหลัก แต่หน่วยงานยังไม่สั่งหยุดบิน 737 MAX เพราะประเมินว่าช่วงเวลาการตรวจที่กำหนดเปิดโอกาสให้ตรวจพบและซ่อมความเสียหายได้หลายครั้งก่อนรอยร้าวจะขยายถึงระดับวิกฤต FAA จึงเลือกใช้มาตรการตรวจตามวงรอบและซ่อมเมื่อพบปัญหา แทนการระงับเครื่องทั้งฝูงบินในทันที
Boeing ระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบปัญหารอยร้าวลักษณะดังกล่าวในฝูงบิน 737 MAX และบริษัทกำลังปรับกระบวนการผลิตเครื่องบินที่อยู่ในสายการผลิตเพื่อจัดการต้นเหตุของความเสี่ยง ขณะที่ United Airlines ระบุกับ CBS News ว่าไม่คาดว่าคำสั่งนี้จะกระทบการให้บริการในระยะใกล้ และมีแผนตรวจระหว่างการซ่อมบำรุง ส่วน Southwest Airlines ระบุว่าจะดำเนินการตามกำหนดของ FAA
สายการบินสหรัฐฯ ที่มีเครื่องบินรุ่นซึ่งอยู่ในขอบเขตของคำสั่งครั้งนี้อย่างน้อย 5 แห่ง ได้แก่
Southwest Airlines มี Boeing 737 MAX รุ่น 737-8 มากกว่า 300 ลำ
United Airlines มี Boeing 737 MAX รุ่น 737-8 และ 737-9 รวมมากกว่า 240 ลำ ณ สิ้นปี 2568
American Airlines มี Boeing 737 MAX รุ่น 737-8 เกือบ 100 ลำ
Alaska Airlines มี Boeing 737 MAX รุ่น 737-8 และ 737-9 รวมประมาณ 100 ลำ
Allegiant Air มี Boeing 737 MAX รุ่น 737-8200 หรือ 737 MAX 8-200 อยู่ในฝูงบิน
อย่างไรก็ตาม FAA ไม่ได้ระบุว่าเครื่องของแต่ละสายการบินจำนวนกี่ลำอยู่ในกลุ่ม 471 ลำที่ต้องตรวจ เพราะคำสั่งไม่ได้ครอบคลุม MAX ทุกลำในสหรัฐฯ แต่จำกัดเฉพาะเครื่องที่ตรงกับหมายเลขและกลุ่มการผลิตตามเอกสารของ Boeing ดังนั้นจำนวน MAX ทั้งหมดในฝูงบินของแต่ละสายการบินไม่สามารถนำมารวมแล้วระบุว่าเป็นจำนวนเครื่องที่ถูกสั่งตรวจได้โดยตรง ขณะที่ CBS News รายงานโดยอ้าง FAA ว่า หากนับเครื่องที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันทั่วโลกมีประมาณ 1,429 ลำ
FAA ประเมินว่าการตรวจเบื้องต้นใช้แรงงานประมาณหนึ่งชั่วโมง คิดเป็นต้นทุนประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อลำ ส่วนการตรวจละเอียดและตรวจด้วยกระแสไหลวนอาจมีค่าแรงสูงสุดประมาณ 340 ดอลลาร์ต่อลำต่อรอบ ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมค่าซ่อมหากพบรอยร้าว เนื่องจาก FAA ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินต้นทุนการแก้ไขล่วงหน้า
กรณีนี้เป็นคนละปัญหากับเหตุแผงอุดช่องประตูของ Alaska Airlines เที่ยวบิน 1282 หลุดออกกลางอากาศในเดือนมกราคม 2567 ซึ่งนำไปสู่การสั่งหยุดบิน 737 MAX 9 บางลำในเวลานั้น เหตุครั้งนี้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงการแตกร้าวของผิวลำตัวและโครงสร้างเสริมบริเวณช่องประตู ไม่ใช่ระบบยึดแผงอุดช่องประตู และ 737 MAX 7 ที่เพิ่งได้รับการรับรองจาก FAA เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ก็ไม่อยู่ในขอบเขตคำสั่งฉบับนี้
สถานการณ์ล่าสุดยังไม่ใช่การพบว่า Boeing 737 MAX จำนวน 471 ลำมีรอยร้าว แต่เป็นการที่ FAA เห็นความเสี่ยงจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงใน 737 รุ่นก่อนหน้ามากพอจะบังคับตรวจ MAX ล่วงหน้า หากตรวจพบรอยร้าว ผู้ประกอบการต้องซ่อมและตรวจติดตามตามข้อกำหนด ขณะที่จนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ยังไม่มีรายงานพบรอยร้าวชนิดนี้ในฝูงบิน MAX และยังไม่มีคำสั่งระงับการบิน
อ้างอิง:
Federal Register: Airworthiness Directives; The Boeing Company Airplanes
Federal Register: Airworthiness Directives; The Boeing Company Airplanes, Proposed Rule
CNN: FAA orders inspection of hundreds of 737 Max jets for cracks
Wall Street Journal: FAA Orders Inspections of Over 400 Boeing 737 Max Jets for Possible Cracks
The Seattle Times: FAA orders inspections of Boeing 737 MAXs after reports of fuselage cracks
Simple Flying: Top 5: These Are The Largest Boeing 737 MAX Operators In The US
Simple Flying: Explored: The Networks Of The Five Boeing 737 MAX Operators In The US




