สถานการณ์น้ำป่าและดินโคลนถล่มบริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบต ล่าสุดเช้าวันที่ 27 สิงหาคม 2569 มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 165 ราย และสูญหายมากกว่า 800 คน ขณะที่หน่วยกู้ภัยของเนปาลและจีนยังเร่งค้นหาผู้ประสบภัยต่อเนื่องเป็นวันที่สอง
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เหตุการณ์น้ำป่าและดินโคลนถล่มบริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบต ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันก่อนหน้า ส่งผลให้มีผู้สูญหายอย่างน้อย 826 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยว 579 คน และเป็นชาวต่างชาติราว 466 คน รวมชาวอินเดียอย่างน้อย 130-142 คน ชาวอเมริกันประมาณ 47 คน ชาวอังกฤษ 33 คน ชาวออสเตรเลีย 34 คน และชาวแคนาดา 24 คน นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และตำรวจติดอาวุธสูญหายอีกประมาณ 85 นาย รวมถึงคนงานโรงไฟฟ้าและประชาชนในพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง ตามรายงานของ OnlineKhabar และ Nepal News
ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทย นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ พบว่าพื้นที่ตามแนวแม่น้ำโภเตโกสีในเขตราสุวา นุวาโกต ธาดิง กอรกา และชิทวัน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะสาธารณูปโภคพื้นฐาน ขณะที่มีชาวเนปาลและชาวต่างชาติสูญหายหลายร้อยคน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า หากมีคนไทยได้รับผลกระทบหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข +977-9818749944 โดยกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ฝั่งทิเบตบริเวณด่านจีหรง ทางการจีนระบุว่ามีผู้สูญหายประมาณ 558 คน รวมชาวต่างชาติราว 260 คน แต่ตัวเลขอาจซ้ำกับข้อมูลฝั่งเนปาลบางส่วน โดยจีนระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัยเกือบ 800 นาย พร้อมยานพาหนะและสุนัขดมกลิ่นเข้าค้นหา
ฝั่งเนปาลพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 162 ราย ขณะที่ทางการจีนรายงานผู้เสียชีวิตในทิเบตอย่างน้อย 3 ราย รวมเป็นอย่างน้อย 165 ราย ศพหลายรายถูกกระแสน้ำพัดไปยังพื้นที่ปลายน้ำ บางศพถูกพบห่างจากจุดเกิดเหตุถึงประมาณ 150 กิโลเมตรในเขตชิทวัน
เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 08.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นเนปาล หรือประมาณ 09.55 น. ตามเวลาไทย เมื่อมวลน้ำ โคลน และเศษหินไหลลงมาตามแม่น้ำโภเตโกสีและตรีชูลี พัดบ้านเรือน สะพาน ถนน และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเสียหายเป็นวงกว้าง
US Geological Survey ระบุว่า เหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวตามรายงานเบื้องต้น แต่เกี่ยวข้องกับการพังทลายของธารน้ำแข็งและมวลหินดินที่ปิดกั้นลำน้ำ ก่อนพังลงและปล่อยมวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง
กองทัพเนปาลและตำรวจใช้เฮลิคอปเตอร์หลายลำเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย และช่วยออกมาได้แล้วมากกว่า 100 คน ขณะที่ Nepal Energy Ministry รายงานว่าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเสียหายรวมกำลังผลิตหลายร้อยเมกะวัตต์ ถนนและสะพานเชื่อมเนปาล-จีนถูกตัดขาดหลายจุด และทางการยังเตือนประชาชนริมแม่น้ำให้อพยพขึ้นที่สูง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำหลากระลอกใหม่
ยอดผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายยังอาจเปลี่ยนแปลง ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทั้งในเนปาลและทิเบตยังดำเนินต่อเนื่อง
อ้างอิง:




