News Logo
หน้าแรก
กัมพูชาทลายศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่บุก 793 แห่ง จับ 3 หมื่นคน 39 สัญชาติ

กัมพูชาทลายศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่บุก 793 แห่ง จับ 3 หมื่นคน 39 สัญชาติ

28 ส.ค. 2569 17:19
ผู้ชม 11 คน

กัมพูชาประกาศศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ถูกทำลายหมดแล้ว หลังตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัย 793 แห่งทั่วประเทศ จับผู้ต้องสงสัยเกือบ 30,000 คนจาก 39 สัญชาติ และส่งชาวต่างชาติกลับประเทศกว่า 58,000 คน ขณะที่เครือข่ายอาชญากรรมเริ่มกระจายตัวไปยังบ้านเช่า คอนโดมิเนียม และสถานที่ขนาดเล็กมากขึ้น ด้าน Amnesty International ยังตั้งข้อสังเกตว่าหลายพื้นที่ไม่ได้รับการจัดการและเหยื่อค้ามนุษย์จำนวนมากยังไม่ได้รับความคุ้มครอง

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ไช สินาริธ รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชา แถลงต่อคณะทูตต่างประเทศในกรุงพนมเปญว่า ทางการกัมพูชาได้ตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ 793 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยปิดสถานที่ที่ยังดำเนินการอยู่ 624 แห่ง และเก็บหลักฐานจากสถานที่ที่ถูกทิ้งร้างอีก 169 แห่ง พร้อมประกาศว่าศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ทั้งหมดถูกทำลายแล้ว

Khmer Times รายงานโดยอ้างข้อมูลจากทางการกัมพูชาว่า ปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเกือบ 30,000 ราย จาก 39 สัญชาติ ขณะที่มีชาวต่างชาติได้รับการช่วยเหลือและส่งกลับประเทศรวม 58,266 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 7,282 คน และมี 22,045 คนจาก 38 สัญชาติที่ทางการระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมฉ้อโกง นอกจากนี้ ยังมีคดีถูกส่งเข้าสู่กระบวนการศาล 408 คดี มีผู้ถูกจับกุมและคุมขังก่อนพิจารณาคดี 3,477 คนจาก 29 สัญชาติ และยังมีผู้ถูกออกหมายจับอีก 855 คน

ไช สินาริธ ระบุว่า แม้ศูนย์ขนาดใหญ่จะถูกจัดการไปแล้ว แต่เครือข่ายอาชญากรรมกำลังปรับวิธีดำเนินงานด้วยการกระจายตัวไปยังสถานที่ขนาดเล็กและตรวจพบได้ยากขึ้น ทั้งบ้านเช่า คอนโดมิเนียม เกสต์เฮาส์ ยานพาหนะ และร้านกาแฟ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยนแนวทางติดตามจากการเข้าตรวจค้นพื้นที่ขนาดใหญ่ ไปสู่การสืบสวนเครือข่ายที่เคลื่อนย้ายได้รวดเร็วและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาที่ Khmer Times รายงานเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า เฉพาะช่วงครึ่งแรกของปี ทางการเข้าดำเนินการกับพื้นที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงด้วยเทคโนโลยี 478 แห่ง จับกุมบุคคล 20,926 คนจาก 38 สัญชาติ โดยส่งตัว 16,227 คนให้กรมตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการส่งกลับประเทศ และส่งผู้ต้องหา 2,637 คนเข้าสู่กระบวนการศาล ขณะเดียวกัน คณะกรรมการจัดการการพนันเชิงพาณิชย์ได้ดำเนินการกับคาสิโน 27 แห่ง โดยเพิกถอนใบอนุญาต 18 แห่งและระงับอีก 9 แห่ง

นอกจากการดำเนินคดีกับเครือข่ายหลอกลวงแล้ว หน่วยต่อต้านการทุจริตของกัมพูชายังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง 4 คดี และจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับสูง 15 คน รวมถึงรองอัยการ รองอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง และรองผู้บัญชาการตำรวจกรุงพนมเปญ ขณะที่รัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งจัดทำกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ กฎหมายอาชญากรรมทางไซเบอร์ และกฎระเบียบเกี่ยวกับสินทรัพย์เสมือน เพื่อปิดช่องทางที่เครือข่ายอาชญากรรมอาจนำกลับมาใช้ดำเนินกิจกรรมอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม Amnesty International รายงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ว่า จากการตรวจสอบจนถึงเดือนเมษายน พบศูนย์หลอกลวงออนไลน์อย่างน้อย 86 แห่งทั่วกัมพูชา เพิ่มขึ้นจาก 53 แห่งในช่วงเดียวกันของปีก่อน และพบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าดำเนินการเพียง 24 แห่ง แม้ก่อนหน้านั้นทางการกัมพูชาจะระบุว่าได้ดำเนินการกับศูนย์มากกว่า 250 แห่งแล้ว องค์กรยังระบุว่าศูนย์ขนาดใหญ่บางแห่งที่เป็นที่รู้จักยังไม่ได้ถูกปิด และการสืบสวนเครือข่ายระดับผู้ควบคุมยังมีข้อจำกัด

Amnesty International ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้รอดชีวิตจากศูนย์หลอกลวงที่องค์กรสัมภาษณ์ 73 คน ไม่มีรายใดได้รับการคัดกรองหรือรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ขณะที่บางกรณีมีข้อมูลว่าผู้ถูกบังคับให้ทำงานถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่อื่นระหว่างการเข้าตรวจค้น และมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างผู้จัดการศูนย์บางแห่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่ง Amnesty International เรียกร้องให้กัมพูชาขยายการสอบสวนและเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย

การปราบปรามศูนย์หลอกลวงในกัมพูชาเพิ่มความเข้มข้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 โดย Reuters รายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า ไช สินาริธ ระบุในขณะนั้นว่าทางการปิดศูนย์ไปแล้วเกือบ 200 แห่ง จับบุคคลระดับสูงที่เกี่ยวข้อง 173 คน และส่งแรงงานกลับประเทศประมาณ 11,000 คน ต่อมา AP News รายงานในเดือนมีนาคมว่า กัมพูชาตั้งเป้าปิดศูนย์ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนเมษายน หลังดำเนินการกับพื้นที่ต้องสงสัยประมาณ 250 แห่ง และปิดไปแล้วราวร้อยละ 80

ไช สินาริธ ประเมินว่ากิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ต้นปี แต่ไม่ได้เปิดเผยวิธีคำนวณหรือจำนวนศูนย์ที่ยังดำเนินการ ขณะที่ CNA รายงานในเดือนมิถุนายนว่า ทางการเข้าดำเนินการกับสถานที่ประมาณ 300 แห่ง รวมถึงคาสิโนหลายสิบแห่ง และควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องราว 1,500 คน ซึ่งรวมถึงผู้บงการและผู้สมรู้ร่วมคิด

ทางการกัมพูชาประเมินว่าการปราบปรามส่งผลให้ผู้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมฉ้อโกงประมาณ 300,000 คนเดินทางออกจากประเทศ และมีศูนย์มากกว่า 250 แห่งถูกปิด โดยบางแห่งถูกนำมาใช้เป็นทรัพย์สินของรัฐ ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ช่องทางสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมที่ใช้โดยกลุ่มผู้ควบคุมเครือข่ายพบว่าหลายกลุ่มเริ่มย้ายพื้นที่ดำเนินงาน ส่วนชาวต่างชาติที่ถูกแสวงหาประโยชน์จำนวนหนึ่งยังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกค้ามนุษย์ซ้ำหรือติดค้างระหว่างกระบวนการส่งกลับประเทศ

อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาเคยถูกประเมินว่ามีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยรายงานที่หน่วยงานสหรัฐฯ อ้างถึงประเมินมูลค่าสูงสุดประมาณ 19,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เครือข่ายจำนวนมากใช้ข้อเสนอสมัครงานปลอมล่อลวงชาวต่างชาติเข้าประเทศ ก่อนบังคับให้ทำงานหลอกลวงเหยื่อผ่านความสัมพันธ์ออนไลน์และการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล

ไช สินาริธ ระบุว่า กัมพูชาจะเดินหน้าความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อจัดการเครือข่ายที่ยังหลงเหลืออยู่ และเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ภายใต้แนวคิดการร่วมมือเพื่อตัดวงจรและกำจัดการหลอกลวงออนไลน์ โดยเชิญรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงิน และภาคเทคโนโลยีเข้าร่วม เนื่องจากเครือข่ายดังกล่าวดำเนินงานข้ามพรมแดนและจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามผู้บงการ เส้นทางการเงิน และการเคลื่อนย้ายบุคคล

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการฮ่องกงชี้ ความตึงเครียดไต้หวันลามถึงไทย หลังจีนร้องปลดโลโก้
นักวิชาการฮ่องกงชี้ ความตึงเครียดไต้หวันลามถึงไทย หลังจีนร้องปลดโลโก้