News Logo
หน้าแรก
สถาบันเอเชียฯศึกษาชี้ เมียนมาปราบการเงินนอกระบบ ส่อกระทบไทยหลายด้าน

สถาบันเอเชียฯศึกษาชี้ เมียนมาปราบการเงินนอกระบบ ส่อกระทบไทยหลายด้าน

19 ก.ย. 2569 06:00
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

นักวิเคราะห์สถาบันเอเชียฯศึกษา ชี้เมียนมาปราบการเงินนอกระบบ ส่อกระทบไทยรอบด้าน ทำยอดส่งออกหด-ดันแรงงานผิด กม.เข้าประเทศไทย ซ้ำเติมวิกฤตมนุษยธรรม-เสี่ยงค้ามนุษย์ ย้ำอาเซียนเผชิญโจทย์ใหญ่รับมือการท้าทายฉันทามติ 5 ข้อ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ดร. จาเรด บิสซินเจอร์ (Dr. Jared Bissinger) นักวิจัยสมทบ (Visiting Fellow) ประธานโครงการเมียนมาศึกษา (Myanmar Studies Programme) ณ สถาบันสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS–Yusuf Ishak) ได้เขียนบทความวิเคราะห์ถึงผลกระทบเกี่ยวกับการที่เมียนมาเดินหน้าปราบระบบ ฮุนดี หรือก็คือ เครือข่ายการโอนเงินนอกระบบธนาคาร ที่ทำงานโดยอาศัยความไว้วางใจระหว่างบุคคล ซึ่งการปราบปรามนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนเมียนมา แต่ยังลุกลามถึงประเทศไทยในหลายมิติ

โดยนักวิเคราะห์ได้ชี้ว่า ระบบฮุนดีที่เคยช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับครัวเรือนเมียนมา ซึ่งส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าจากประเทศอาเซียน โดยเฉพาะสินค้าจากไทย การปราบปรามนี้จะส่งผลให้กำลังซื้อดังกล่าวลดลง กระทบต่อยอดการส่งออกของไทย นอกจากนี้ ยังเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานอย่างไม่ถูกต้อง และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาการค้ามนุษย์เข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากระบบฮุนดีเคยมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความต้องการด้านมนุษยธรรมและลดแรงจูงใจในการอพยพผิดกฎหมาย สุดท้าย การปราบปรามฮุนดีที่ผลักดันให้ผู้อพยพและประชาชนหันไปใช้ระบบที่รัฐบาลทหารควบคุม ยิ่งจะทำให้กองทัพเมียนมาแข็งแกร่งขึ้นและกล้าท้าทายฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคโดยรวม

ดร.บิสซินเจอร์ อธิบายว่า นับตั้งแต่รัฐประหารในเมียนมาปี 2564 ระบบฮุนดีได้ตกเป็นเป้าหมายของการปราบปรามอย่างหนัก โดยรัฐบาลทหารมองว่าระบบนี้ "ผิดกฎหมาย" และระบุว่าเป็นความพยายามในการต่อต้านการฟอกเงิน

ทว่า รัฐบาลทหารกลับไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าความเสี่ยงด้านการฟอกเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังรัฐประหาร หรือเหตุใดระบบที่เคยได้รับการยอมรับจึงไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

นักวิเคราะห์มองว่าการมุ่งเน้นที่ระบบฮุนดีนั้นไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่แท้จริง เนื่องจากรัฐบาลทหารกลับไม่ค่อยดำเนินการกับปัญหาการฟอกเงินในภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงยังคงมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มที่มีส่วนพัวพันกับการทุจริตและการฟอกเงิน

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการปราบปรามฮุนดี คือการบังคับให้บุคคลและธุรกิจต้องใช้ระบบการเงินที่รัฐควบคุม เพื่อให้รัฐบาลทหารสามารถควบคุมและครอบงำการไหลเวียนของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการใช้กฎระเบียบอาชญากรรมทางการเงินระดับโลกในทางที่ผิด การปราบปรามนี้ส่งผลให้ครัวเรือนในเมียนมาต้องรับเงินจากต่างประเทศด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ควบคุมโดยรัฐบาล ทำให้ได้รับเงินน้อยลง มีความเปราะบางมากขึ้น และต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ซึ่งบางครั้งระบบฮุนดีเป็นช่องทางเดียวในการรับเงินโอน

สถานการณ์นี้ควรเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน เนื่องจากเงินโอนผ่านเครือข่ายฮุนดีส่งผลดีทางอ้อมต่อประเทศอาเซียน ด้วยการช่วยลดความจำเป็นด้านมนุษยธรรมในเมียนมา และเพิ่มกำลังซื้อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศอาเซียน โดยเฉพาะไทย

ดร. บิสซินเจอร์จึงแนะนำว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรกระตุ้นให้เมียนมามุ่งเน้นการปราบปรามการฟอกเงินที่แท้จริง ไม่ใช่การทำธุรกรรมฮุนดีที่มีวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ อาเซียนควรทบทวนนโยบายภายในประเทศและสำรวจเครื่องมือที่อนุญาตให้มีการทำธุรกรรมฮุนดีที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ และสนับสนุนให้รัฐบาลเมียนมาแก้ไขสาเหตุหลักที่ผู้คนต้องพึ่งพาระบบฮุนดี นั่นคือ เพื่อหลีกเลี่ยงระบบการเงินที่รัฐควบคุมซึ่งสร้างความเสียหายให้กับพวกเขา

ที่มา https://eastasiaforum.org/2026/09/18/myanmars-hundi-crackdown-leaves-asean-counting-the-cost/

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เมียนมา



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี แตะ 4% ยังส่งสัญญาณไปต่อ ฝืนแรงกดดันทรัมป์
Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี แตะ 4% ยังส่งสัญญาณไปต่อ ฝืนแรงกดดันทรัมป์