สื่อจีนเปิดโปงเส้นทาง "จู จื้อซาน" จากหนีคดีฆ่านานกว่า 36 ปี สู่นักธุรกิจทัวร์ไทยมูลค่าหลายสิบล้าน ก่อนถูกรวบต้นกันยาฯ พฤติการณ์สวมบัตรคนไทยทำธุรกิจมีบริษัทก่อตั้งปี 61 มูลค่าตอนแรกแค่ 2 ล้านแต่พุ่งถึง 60 ล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าสืบเนื่องจากที่เป็นข่าวในหลายสำนักข่าวไทยเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 กรณี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นำกำลังเข้าจับกุมนายสุชาติ หรือ นายจู จื้อซาน อายุ 67 ปี ชาวจีน ซึ่งหนีคดีฆาตกรรมมาหลบซ่อนตัวในไทย สวมบัตรประชาชนเป็นคนไทย ทำธุรกิจทัวร์ครบวงจรในพัทยานานกว่า 25 ปี จนรวยอู้ฟู่ โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินการยึดทรัพย์และเนรเทศพ้นประเทศไทยต่อไป
ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 สำนักข่าวในประเทศจีนได้นำเสนอประวัติของนายซู ซาน หรือที่สื่อจีนใช้ชื่อว่า สุ ชา สุรชัย ระบุว่า เขาคือ จู จื้อซาน ผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมที่หลบหนีจากเมืองไถโจว มณฑลเจ้อเจียง เมื่อ 36 ปีที่แล้ว โดยนายสุ ชา สุรชัย ได้เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจากสื่อจีนยังเผยอีกว่า จู จื้อซาน เริ่มต้นอาชีพในประเทศไทยจากการเป็นไกด์นำเที่ยว ก่อนจะขยับขยายเข้าสู่ธุรกิจการลงทุนด้านการท่องเที่ยว ปัจจุบันเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทถึง 5 แห่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบริษัทนำเที่ยว โดยมีทุนจดทะเบียนรวมกันมากกว่า 89 ล้านบาท ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ บริษัท ปะการังแดง หนึ่งในบริษัทที่เชื่อมโยงกับายจู ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 2 ล้านบาท แต่ในวันที่ 31 กรกฎาคมปีนี้ ทุนจดทะเบียนกลับพุ่งขึ้นเป็น 60 ล้านบาทอย่างกะทันหัน
การเป็นไกด์นำเที่ยวในยุคแรกเริ่มถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างอาณาจักรธุรกิจนี้ เนื่องจากไกด์นำเที่ยวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด สามารถสังเกตกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวโดยตรง และยังเรียนรู้การดำเนินงานของระบบขนส่ง ร้านอาหาร และโรงแรมได้เป็นอย่างดี ในช่วงแรกๆ ไกด์นำเที่ยวชาวจีนบางรายที่ตั้งตัวได้ในประเทศไทย หลังจากสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคง ก็ได้เปลี่ยนจากการนำเที่ยวเพียงอย่างเดียว มาเป็นการจัดกรุ๊ปทัวร์ทั้งหมด โดยรวมการรับประทานอาหารและการช้อปปิ้งไว้ในกำหนดการเดินทาง
เมื่อธุรกิจของนายสุ ชาขยายตัว การจัดหาที่พักและบริการขนส่งก็สามารถทำได้โดยบริษัทในเครือ รายได้จากการท่องเที่ยวจึงถูกนำไปลงทุนในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ธุรกิจที่เดิมพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว สามารถสะสมสินทรัพย์ถาวรได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร และโรงแรมที่เชื่อมโยงกับนายสุ ชา สุรชัย ล้วนเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในการดำเนินงานธุรกิจท่องเที่ยวขาเข้า และเขาก็ได้เข้าถือครองที่ดินจำนวนมากในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยลูกค้า ไปสู่การดำเนินงานที่เน้นสินทรัพย์ถาวรมากขึ้น




