อิหร่านขู่ขยายการโจมตีถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในยุโรป หากวอชิงตันเปิดฉากสงครามรอบใหม่ ขณะกองทัพสหรัฐฯ ระดมกำลังพร้อมโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านภายในสัปดาห์นี้ ด้านนักข่าวอเมริกันกล่าวอ้างทรัมป์อาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ตามแรงกดดันจากอิสราเอล
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเกาะเกชม (Qeshm) ของอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการโจมตีเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานของอิหร่าน และยังไม่ใช่การกลับมาเปิดสงครามขนาดใหญ่ ขณะที่สื่อทางการอิหร่านรายงานเสียงระเบิดหลายครั้งบนเกาะดังกล่าว ท่ามกลางคำขู่ของเตหะรานว่าจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ไปถึงยุโรป หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่
ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรป 4 รายว่า สหรัฐฯ ระดมกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ในตะวันออกกลางเพียงพอที่จะโจมตีอิหร่านได้ภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ 2 รายประเมินว่าเป้าหมายอาจรวมถึงโรงงานนิวเคลียร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ตลอดจนพื้นที่ภูเขาพิกแอกซ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน อย่างไรก็ตาม การโจมตีอาจทำได้เพียงลดขีดความสามารถของเตหะราน ไม่ใช่ทำลายโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด
ด้าน The Times ของอังกฤษรายงานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่า มานูเชห์ร มอตตากี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและสมาชิกรัฐสภาอิหร่าน ขู่ว่าความขัดแย้งรอบใหม่จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะตะวันออกกลาง แต่สามารถขยายไปถึงยุโรป โดยให้เหตุผลว่าสถานที่ใดก็ตามที่ถูกใช้สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน อาจกลายเป็นเป้าหมายตอบโต้ของกองทัพอิหร่าน
คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นภายหลัง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ให้กองทัพเตรียมพร้อมตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเด็ดขาด โดยไม่จำกัดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ พร้อมปรับปรุงบัญชีเป้าหมายทางทหารให้ครอบคลุมทรัพย์สินและผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศที่อิหร่านสามารถเข้าถึงได้
รายงานของ The Times ซึ่งอ้างข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงตะวันตก ระบุว่า ฐานทัพและสถานที่ทางทหารของสหรัฐฯ ในสหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี และโปรตุเกส อาจตกเป็นเป้าหมายการตอบโต้ โดยเจ้าหน้าที่ตะวันตกประเมินว่า แม้ขีปนาวุธของอิหร่านยังมีข้อจำกัดในการโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในยุโรป แต่เตหะรานอาจใช้กลุ่มติดอาวุธ เครือข่ายอาชญากรรมที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน หรือปฏิบัติการทางไซเบอร์แทนการโจมตีด้วยขีปนาวุธโดยตรง
โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสารยังเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่อิหร่านพิจารณาตอบโต้ โดย Reuters รายงานว่าเจ้าหน้าที่อิหร่านได้จัดทำบัญชีเป้าหมายสำหรับสงครามรอบใหม่ ครอบคลุมฐานทัพสหรัฐฯ สายเคเบิลสื่อสารใต้น้ำ ระบบพลังงาน และโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจของหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
ความเสี่ยงดังกล่าวสร้างความกังวลแก่ประเทศอาหรับที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะบาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ และเคยได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านระหว่างสงครามก่อนหน้านี้ Reuters ระบุว่า รัฐบาลในภูมิภาคกังวลว่าการเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่ของวอชิงตันอาจทำให้ประเทศที่ไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามต้องเผชิญการตอบโต้ต่อฐานทัพ ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ทักเกอร์ คาร์ลสัน อดีตผู้ประกาศข่าวชาวอเมริกัน ออกมากล่าวอ้างว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่านภายในไม่กี่วัน หลังถูกกดดันจากเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดย The Independent รายงานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่า คาร์ลสันกล่าวอ้างว่าเนทันยาฮูต้องการให้สหรัฐฯ โจมตีสถานที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ใต้ดินบริเวณภูเขาพิกแอกซ์
คาร์ลสันอ้างว่าสถานที่ดังกล่าวอยู่ลึกใต้ชั้นหินจนการโจมตีด้วยอาวุธทั่วไปอาจไม่สามารถทำลายได้ และกล่าวหาว่าเนทันยาฮูกำลังผลักดันให้ทรัมป์ใช้อาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม คาร์ลสันไม่ได้เปิดเผยหลักฐานที่ตรวจสอบได้เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังไม่ได้ยืนยันว่ามีการพิจารณาแผนดังกล่าว โดยทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมว่าไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีอิหร่าน
ด้านความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจ Reuters รายงานเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่า รัสเซียและจีนแสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาใช้กำลังทหารต่ออิหร่าน โดยกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่ารายงานเกี่ยวกับการโจมตีครั้งใหม่เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้เพิ่มความพยายามทางการทูต ขณะที่ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้แนวทางทางการเมืองแทนการกลับไปใช้อาวุธ
แม้ความตึงเครียดทางทหารเพิ่มสูงขึ้น แต่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังดำเนินต่อไปผ่านกาตาร์ โดย Reuters ระบุว่าเตหะรานยังยืนยันข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม ซึ่งครอบคลุมการยุติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และการเจรจาประเด็นอื่นในภายหลัง อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งล่าสุดยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่าการเจรจาผ่านประเทศตัวกลางยังดำเนินอย่างเข้มข้น แต่ความคืบหน้าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของวอชิงตัน ขณะที่ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลง และมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุผล แม้ก่อนหน้านี้จะส่งสัญญาณว่าอาจกลับมาโจมตีอิหร่านภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน
อ้างอิง:
Reuters: Trump's Iran threat renews Gulf fears of a war it didn't choose
Reuters: US carries out 'defensive' strikes on Iran's Qeshm Island, officials say
The Times: Iran threatens US bases in Europe if Trump orders new strikes
Reuters: Iran says contacts over ending war continue after talks finish with no breakthrough




