News Logo
หน้าแรก
เปิดคำพิพากษาคุก 24 ปี 'รุ่งโรจน์' ทุจริตทำสัญญาเช่าคลังสินค้าเก็บข้าว

เปิดคำพิพากษาคุก 24 ปี 'รุ่งโรจน์' ทุจริตทำสัญญาเช่าคลังสินค้าเก็บข้าว

21 ก.พ. 2569 10:45
ผู้ชม 282 คน

"....ประเด็นสำคัญที่โจทก์และศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ คือการที่จำเลย ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำและลงนามในสัญญาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำเลย ไม่ได้ส่งร่างบันทึกข้อตกลงจำนวนสี่ฉบับ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าคลังสินค้าดังกล่าว) ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อน ลงนาม การกระทำนี้ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 อย่างชัดเจน ซึ่งมติ ครม. ดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องส่งร่างสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและมีวงเงินสำคัญให้อัยการสูงสุดตรวจสอบก่อนเพื่อป้องกันความผิดพลาดและทุจริต..."

หากสาธารณชนยังจำกันได้!

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าว Next News รายงานข่าวสำคัญว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พ.ต.อ. รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 24 ปี ในคดีทุจริตทำสัญญาเช่าคลังสินค้าเพื่อเก็บรักษาข้าวสารที่รับคืนจากการปรับปรุงข้าวสารบรรจุถุง ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และ 11 พ.ร.ป.ป.ป.ช.พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 91

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ปรากฏชื่อเป็นหนึ่งในจำเลย กรณี อคส.จัดซื้อถุงมือยาง มูลค่าแสนล้านบาท โดยจ่ายเงินล่วงหน้า 2,000 ล้านบาท ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญา แต่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้อง

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับคดีพิพากษา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ตัดสินลงโทษจำคุก 24 ปี ในคดีทุจริตทำสัญญาเช่าคลังสินค้าเพื่อเก็บรักษาข้าวสารที่รับคืนจากการปรับปรุงข้าวสารบรรจุถุง เป็นทางการแล้ว

มีรายละเอียดสำคัญดังต่อไปนี้

1.พฤติการณ์ข้อกล่าวหาในคดี

คดีนี้ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ฟ้องแทน ป.ป.ช. ระบุว่า พ.ต.อ. รุ่งโรจน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตในการทำสัญญาเช่าคลังเก็บข้าวสาร โดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่วางไว้ ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่องค์การคลังสินค้า สร้างความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง

อสส. โจทก์ ฟ้องว่าองค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐ พ.ศ. 2496 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. 2498 ซึ่งมีผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าเป็นผู้แทน และมีอำนาจในการออกระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อสินค้าเพื่อการค้าปกติ พ.ศ. 2561 รวมถึงต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 และหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 2005/ว 138 ลงวันที่ 9 กันยายน 2535 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำคัญที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องส่งร่างสัญญาที่เกี่ยวกับวงเงินสำคัญให้อัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อนลงนาม

ในห้วงเวลาที่เกิดเหตุ จำเลย คือ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานขององค์การคลังสินค้า โดยมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง มีหน้าที่และความรับผิดชอบครอบคลุมด้านการวางแผนกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในของสำนัก นอกจากนี้ จำเลยยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ด้วยตำแหน่งนี้ จำเลยจึงมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารจัดการกิจการขององค์การให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับที่คณะกรรมการองค์การคลังสินค้ากำหนดไว้ เป็นผู้แทนขององค์การในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานทุกตำแหน่งเทียบเท่ากับผู้อำนวยการ

ที่สำคัญ จำเลยมีหน้าที่และอำนาจโดยตรงเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่าคลังสินค้าเพื่อเก็บรักษาข้าวสาร ซึ่งเป็นข้าวที่รับคืนจากโครงการปรับปรุงข้าวสารบรรจุถุงของ อคส. ด้วยเหตุนี้ จำเลยจึงมีสถานะเป็น "พนักงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502" และเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561" รวมถึงเป็น "พนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ขององค์การคลังสินค้า"

2. มูลเหตุแห่งคดี: โครงการข้าวสารบรรจุถุงและการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส

คดีนี้มีที่มาจากการดำเนินโครงการสำคัญของรัฐบาลในช่วงปี 2556 ถึง 2557 โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติอนุมัติในหลักการให้นำข้าวสารจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล มาจำหน่ายให้แก่องค์การคลังสินค้า (อคส.) เพื่อดำเนินการบรรจุถุงจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป อคส. ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการในส่วนของการปรับปรุงคุณภาพ การบรรจุถุง และการกระจายสินค้า และได้รับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้คัดเลือกข้าวสารจากโครงการรับจำนำเพื่อนำมาปรับปรุง

หนึ่งในบริษัทที่ได้รับพิจารณาให้ดำเนินการปรับปรุงข้าวสารเพื่อบรรจุถุงคือ บริษัท สิงห์โตทองไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด อย่างไรก็ตาม ต่อมา อคส. ได้มีคำสั่งให้ยุติการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการจัดการข้าวสารที่รับคืนจากการปรับปรุงข้าวถุง และความจำเป็นในการจัดหาคลังสินค้าเพื่อเก็บรักษาข้าวสารจำนวนมากนี้

3. การกระทำความผิดของจำเลย

โจทก์ระบุว่า ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2562 จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยสรุปพฤติการณ์สำคัญดังนี้

ในฐานะผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า จำเลยได้มีคำสั่งและดำเนินการจัดทำ สัญญาเช่าคลังสินค้าและบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าคลังสินค้า กับบริษัท สิงห์โตทองไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาข้าวสารที่รับคืนจากการปรับปรุงข้าวถุง ซึ่งสัญญาดังกล่าวประกอบด้วยสัญญาหลักสองฉบับ (หลัง A6 และหลัง A1) และบันทึกต่อท้ายสัญญาอีกสองฉบับ (หลัง 13 และหลัง 2)

ประเด็นสำคัญที่โจทก์และศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่มิชอบ คือการที่จำเลย ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำและลงนามในสัญญาเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำเลย ไม่ได้ส่งร่างบันทึกข้อตกลงจำนวนสี่ฉบับ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าคลังสินค้าดังกล่าว) ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาก่อน ลงนาม การกระทำนี้ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 อย่างชัดเจน ซึ่งมติ ครม. ดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องส่งร่างสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและมีวงเงินสำคัญให้อัยการสูงสุดตรวจสอบก่อนเพื่อป้องกันความผิดพลาดและทุจริต

ศาลเห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่กล่าวว่าได้นำร่างสัญญาฉบับที่ผ่านการตรวจร่างของสำนักงานอัยการสูงสุดในปี 2546 มาเป็นหลักในการจัดทำสัญญาและบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าคลังสินค้าในปี 2562 นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลและรับฟังไม่ได้ เนื่องจากเอกสารทั้งสองฉบับมีสาระสำคัญที่แตกต่างกันและเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คนละช่วงเวลาอย่างชัดเจน การนำเอกสารเก่ามาอ้างอิงเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามระเบียบปัจจุบันจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

4. ความเสียหายและการกระทำโดยทุจริต

ศาลชี้ว่า การที่จำเลยในฐานะผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า สั่งการให้จัดทำสัญญาและบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าคลังสินค้าโดยละเว้นการปฏิบัติตามขั้นตอน ระเบียบ และกฎหมายที่กำหนดไว้ เป็นการกระทำในฐานะพนักงานที่มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์สินขององค์การ โดยใช้อำนาจในหน้าที่โดย ทุจริต การกระทำนี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การคลังสินค้าโดยตรง และยังเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 11 และเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172"

5.บทลงโทษ

ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 การกระทำของจำเลยถือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 กับความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลจึงลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง โดยจำคุกกระทงละ 18 ปี

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษ และได้ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ส่งผลให้คงจำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกทั้งสิ้น 24 ปี

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่า พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีนี้ ต่อหรือไม่ ขณะที่เจ้าตัวมีสิทธิ์ในการต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก

แต่ในส่วนคดีจัดซื้อถุงมือยาง มูลค่าแสนล้านบาท มีรายงานข่าวยืนยันว่าอัยการในฐานะโจทก์ฟ้องคดีแทน ป.ป.ช. ได้ยืนอุทธรณ์ไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ขณะที่หนึ่งในพฤติการณ์สำคัญในการกระทำความผิดคดีจัดซื้อถุงมือยาง ก็คือ การไม่ได้จัดส่งร่างสัญญาให้อสส. ตรวจสอบก่อน เหมือนกันกับการทำสัญญาเช่าคลังสินค้าเพื่อเก็บรักษาข้าวสารที่รับคืนจากการปรับปรุงข้าวสารบรรจุถุง

บทสรุปสุดท้ายผลการต่อสู้คดีถุงมือยางแสนล้าน จะออกมาเป็นอย่างไร

ต้องติดตามดูกันต่อไป อย่างใกล้ชิด

หมายเหตุ ติดตามอ่าน X-files : คำพิพากษาคดีทุจริตดัง เป็นประจำได้ทุกวันพุธ และเสาร์

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เปิดคำพิพากษาคดีทุจริตดัง
รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์
อคส.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สตง.พบ39 หน่วยงาน ใช้งบอบรม-สัมมนามิชอบ-เบิกจ่ายเท็จ รัฐเสียหาย 124 ล.
สตง.พบ39 หน่วยงาน ใช้งบอบรม-สัมมนามิชอบ-เบิกจ่ายเท็จ รัฐเสียหาย 124 ล.