"...เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2566 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด นายปรเมษฐ์ กับพวก เป็นทางการ ระบุข้อกล่าวหาว่า เป็นกรณีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด หลังผลการไต่สวน พบหลักฐานเรียกรับเงินในการนำเด็กเข้าเรียน โดยมีการโอนเงินเข้าสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนที่จะมีการโอนเงินจากสมาคมฯ ต่อให้ญาตินายปรเมษฐ์ จำนวนหลายยอด เป็นเวลา 3 ปี...
เป็นอีกหนึ่งคดีทุจริตสำคัญในแวดวงการศึกษา ที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกผู้เกี่ยวข้องเป็นทางการไปแล้ว
สำหรับคดีกล่าวหา นายปรเมษฐ์ โมลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก คือ นางกรรัตน์ โกษาคาร นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ กำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559–2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 157 มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 รวมทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 103 ประกอบมาตรา 122 และมาตรา 123/1ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาดังนี้
1.นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 นางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 149 พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามมาตรา 91 ส่วนความผิดตามมาตรา 149, พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และ พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90
2.ลงโทษ นายปรเมษฐ์ โมลี จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี ส่วนนางกรรัตน์ โกษาคาร จำเลยที่ 2 นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ จำเลยที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 18 ปี

ภาพประกอบ
ศาลฯ ลงหนัก! คุก 27 ปี 'ปรเมษฐ์' อดีต ผอ.เตรียมอุดมฯ ล็อกเกณฑ์รับน.ร
ล่าสุด สำนักข่าว Next News สืบค้นมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายปรเมษฐ์ โมลี และพวก ในคดีนี้
พบว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2566 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด นายปรเมษฐ์ กับพวก เป็นทางการ ระบุข้อกล่าวหาว่า เป็นกรณีกำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด หลังผลการไต่สวน พบหลักฐานเรียกรับเงินในการนำเด็กเข้าเรียน โดยมีการโอนเงินเข้าสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ก่อนที่จะมีการโอนเงินจากสมาคมฯ ต่อให้ญาตินายปรเมษฐ์ จำนวนหลายยอด เป็นเวลา 3 ปี
ข้อกล่าวหาเป็นทางการ คือ เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนเงื่อนไขพิเศษโดยไม่ชอบ และเรียกรับประโยชน์เพื่อแลกกับการรับนักเรียนดังกล่าว และยังมีกรณีทุจริตเบียดบังเงินของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น ส่วนยอดความเสียหายในคดีนี้ประมาณ 44 ล้านบาท
โดยในชั้นคณะกรรมการไต่สวน มีการเสนอเรื่องให้ชี้มูลความผิดทางอาญา นายปรเมษฐ์ โมลี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 , 147 , 149 , 162 (4) และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.2542 มาตรา 123/1 นอกจากนี้ นายปรเมษฐ์ โมลี ยังมีความผิดทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกหลายฐาน อาทิ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสมอภาคและเที่ยงธรรม มีความวิริยะ ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใสรักษาประโยชน์ของทางราชการ และไม่ปฏิบัติตนตามมา จรรยาบรรณวิชาชีพ อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ยังอาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตน ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นรวมถึงกระทำการหรือยอม ให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรม หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนด้วย
สำหรับ นายปรเมษฐ์ โมลี ดำรงตำแหน่ง ผอ.ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ในช่วงปี 2556 -2561
ส่วนกรณีปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา นั้น เคยปรากฏเป็นข่าวในเดือนมี.ค.2563 ว่า นายธนารัชต์ สมคเณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 (รอง ผอ.สพม.เขต 1) เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) เพื่อให้ปากคำในฐานะพยาน กรณีอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท ในฐานความผิดเกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าโดยทุจริต ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจาก สพม.เขต 1 ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินของโรงเรียน
ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ปี 2558 มีการเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี คือ
บัญชีแรกระบุชื่อ “สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” แต่ไม่มีเงินเคลื่อนไหวใดๆ
ส่วนอีกบัญชีระบุชื่อ “ผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” มีเงินเคลื่อนไหวกว่า 100 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 58-61 ซึ่งเปิดในนามบุคคล และทางอดีตผู้บริหารโรงเรียนไม่สามารถชี้แจงได้ จึงเชื่อว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส
ขณะที่ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2563 นายกฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พร้อมด้วย ศิษย์เก่า ครูเก่า และครูปัจจุบัน ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการกระทำอันมิชอบของอดีต ผอ. ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา หลังพบหลักฐานที่ส่อถึงการปฏิบัติหน้าที่ในทางมิชอบ
ด้านนายโสภณ ชี้แจงต่อสาธารณชนว่า บริหารงานด้วยความโปร่งใส ถูกกลั่นแกล้ง เพราะไม่ทำตามข้อเรียกร้องของบางกลุ่ม ทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์ คนเคยฝากได้กลับไม่ได้ เนื่องจากแต่ละปีมีเงินจากการรับนักเรียนสะพัด ปีละหลายร้อยล้านบาท
จากนั้น กรณีปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ก็เงียบหายไป
จนกระทั่ง สำนักข่าว Next News ตรวจสอบพบข้อมูลล่าสุด ว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก นายปรเมษฐ์ โมลี และพวก ไปแล้ว ตามข้อมูลข้างต้น
อย่างไรก็ดี คดียังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งหมดยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 มีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดอุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147
บทสรุปสุดท้ายการต่อสู้คดีนี้ ในชั้นศาลอุทธรณ์ จะออกมาเป็นอย่างไร ติดตามดูกันต่อไป




