"...ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองราย ได้ออกใบตรวจรับพัสดุ ฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2563 รับรองว่า พัสดุมีความถูกต้องและครบถ้วนตามสัญญา ทั้งที่ ไม่ได้เดินทางไปตรวจรับพัสดุในวันที่ผู้ขายส่งมอบพัสดุ ทำให้เกิดความเสียหายต่อจังหวัดพังงา และผู้ขาย..."
คดีกล่าวหา นางสาวอรสา ช่วยบำรุง อดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ประธานกรรมการตรวจรับพัสดุสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา กับพวก ไม่ตรวจรับวัสดุการเกษตร ตามโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตามแนวพระราชดำริตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัดพังงา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา
สำนักข่าว Next News รายงานผลคดีไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาว่า นางสาวอรสา ช่วยบำรุง จำเลย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172
การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 157 กับตาม พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 มีระวางโทษเท่ากัน แต่มีระวางโทษสูงกว่าความผิดตามมาตรา 162 (1) ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี
คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

ภาพประกอบรายงาน
เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้ มากขึ้น สำนักข่าว Next News นำรายละเอียดมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นางสาวอรสา ช่วยบำรุง และพวก มาเสนอ แบบชัดๆ ณ ที่นี้
@ ที่มาคดี
คดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติมอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้น เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหา นางสาวอรสา ช่วยบำรุง กับพวกรวม 2 คน กรณีไม่ตรวจรับวัสดุการเกษตร ตามโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตามแนวพระราชดำริ ตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัดพังงา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
จากการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตามแนวพระราชดำริ เป็นโครงการตามแผนปฏิบัติราชการจังหวัดพังงา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นการจัดซื้อวัสดุการเกษตร 9 รายการ คือ ถาดเพาะดินปลูก เมล็ดพันธุ์ผัก อาหารปลาดุก เวชภัณฑ์ ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า พันธุ์ปลาดุก พันธุ์ไก่ไข่ และอาหารไก่
มีสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ มีนางสาวอรสา ช่วยบำรุง และนางสาวอรวรรณ พานิกร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในโครงการฯ
ในการส่งมอบวัสดุการเกษตรตามสัญญาซื้อขาย ได้กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด เมืองเกษตรพัทลุง ผู้ขาย ส่งมอบวัสดุการเกษตรตามสัญญา ให้แก่ผู้ซื้อ ณ โรงเรียนตามแนวพระราชดำริจังหวัดพังงา จำนวน 12 โรงเรียน โดยมีรายละเอียดการส่งของให้แก่โรงเรียนต่างๆ เป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา
@ ไม่ได้เดินทางไปทำการตรวจรับพัสดุ
ต่อมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด เมืองเกษตรพัทลุง ผู้ขาย มีหนังสือแจ้งกำหนดวันส่งมอบพัสดุในวันที่ 14 - 17 กันยายน 2563 โดยนางสาวอรสา ช่วยบำรุง ในฐานะประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ ได้ลงนามรับทราบกำหนดการส่งมอบพัสดุ แต่นางสาวอรวรรณ พานิกร มิได้รับทราบ และเมื่อถึงวันส่งมอบวัสดุการเกษตร นางสาวอรสา ช่วยบำรุง และนางสาวอรวรรณ พานิกร ไม่ได้เดินทางไปทำการตรวจรับพัสดุ ณ ที่ตั้งของโรงเรียนต่างๆ ตามวันเวลาที่ได้รับแจ้ง
อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
หลังจากนั้น ประมาณวันที่ 5 - 7 ตุลาคม 2563 นางสาวอรสา ช่วยบำรุง และนางสาวอรวรรณ พานิกร ได้เดินทางไปตรวจสอบวัสดุการเกษตร ตามโครงการฯ โดยมีการสุ่มตรวจ เพียงจำนวน 8 โรงเรียน
ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองราย ได้ออกใบตรวจรับพัสดุ ฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2563 รับรองว่า พัสดุมีความถูกต้องและครบถ้วนตามสัญญา
ทั้งที่ ไม่ได้เดินทางไปตรวจรับพัสดุในวันที่ผู้ขายส่งมอบพัสดุ
ทำให้เกิดความเสียหายต่อจังหวัดพังงา และผู้ขาย
@ มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 98/2567 เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติในกรณีกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหา ดังนี้
1.การกระทำของนางสาวอรสา ช่วยบำรุง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตน อันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ฐานรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 (2) และมาตรา 83 (1) ประกอบมาตรา 85 (7) และมาตรา 85 (1)
2.การกระทำของนางสาวอรวรรณ พานิกร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 (2)
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในภาคซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี กับ นางสาวอรสา ช่วยบำรุง และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับ นางสาวอรสา ช่วยบำรุง และนางสาวอรวรรณ พานิกร ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 วรรคสอง
หลังจากนั้นคดีนี้ ก็เงียบหายไป จนกระทั่งปรากฏข่าว เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาว่า นางสาวอรสา ช่วยบำรุง จำเลย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172
การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 157 กับตาม พ.ร.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 มีระวางโทษเท่ากัน แต่มีระวางโทษสูงกว่าความผิดตามมาตรา 162 (1) ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี
คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี
ตามที่เสนอข่าวไปข้างต้น
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้อีกได้
บทสรุปสุดท้ายคดีนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร ติดตามดูกันต่อไป

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




