News Logo
หน้าแรก
ไทม์ไลน์ 'หมอสรณ'ลูกจ้าง ม.มหิดล หลังรับแต่งตั้ง ขัดคุณสมบัติ ปธ.กสทช.

ไทม์ไลน์ 'หมอสรณ'ลูกจ้าง ม.มหิดล หลังรับแต่งตั้ง ขัดคุณสมบัติ ปธ.กสทช.

22 ก.ค. 2569 14:28
ผู้ชม 74 คน

อย่างไรก็ตาม ในด้านการปฏิบัติวิชาชีพเวชกรรม นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยในสถานะ "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 (วันก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ ซึ่งก็คือวันที่ 13 เมษายน 2565)

หมายเหตุสำนักข่าว Next News: สืบเนื่องจากที่มีการเผยแพร่รายละเอียดมติฉบับเต็ม กรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ด้วยสาเหตุหลักก็คือการรับค่าตอบแทนในฐานะแพทย์ในช่วงเวลาที่ได้รับการสรรหาเป็นประธาน กสทช.แล้ว จึงทำให้เข้าข่ายว่าเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้าม ในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.

เปิดมติเต็ม กก.สรรหาฯ ให้ 'หมอสรณ' พ้น ปธ.กสทช. เหตุเข้านิยามลูกจ้าง

เปิดมติเต็ม กก.สรรหาฯ ให้ 'หมอสรณ' พ้น ปธ.กสทช. เหตุเข้านิยามลูกจ้าง

เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเนื้อหามติมากขึ้น สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอาข้อมูลในตัวมติฉบับเต็ม มาสรุปเป็นช่วงเวลา พร้อมทิ้งท้ายในประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อย้ำถึงกเหตุที่คณะกรรมการฯ ได้มีมติให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. มีรายละเอียดดังนี้

1. บทนำและที่มาของกระบวนการตรวจสอบ

กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดำเนินการตามนัยหนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลับ ที่ นร 0504/22029 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการร้องเรียนในปี 2564 โดยคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาคุณสมบัติของผู้ได้รับเลือก

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้พิจารณาและมีความเห็นวินิจฉัยใน เรื่องเสร็จที่ 1005 - 1006/2568 สรุปสาระสำคัญว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. (ชุดเดิม) ยังคงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบและวินิจฉัยประเด็นการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ) แม้จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้วก็ตาม หากเป็นกรณีที่เหตุแห่งการขาดคุณสมบัตินั้นเกิดขึ้นก่อนการดำรงตำแหน่ง

2. ลำดับเหตุการณ์ (Timeline) การได้รับโปรดเกล้าฯ และข้อกำหนดทางกฎหมาย

การพิจารณาข้อเท็จจริงตามลำดับเวลา (Chronological Narrative) ปรากฏเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

20 ธันวาคม 2564: วุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช.

22 ธันวาคม 2564: ประกาศวุฒิสภาเรื่องการให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งมีผลเป็นการเริ่มนับระยะเวลาตามมาตรา 18

11 มกราคม 2565: วันสุดท้ายของกำหนดเวลา 15 วัน ที่ผู้ได้รับความเห็นชอบจะต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอื่นตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) ต่อประธานวุฒิสภา

14 มกราคม 2565: สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเชิญผู้ได้รับความเห็นชอบมาประชุมเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธาน กสทช.

13 เมษายน 2565: มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและกรรมการ กสทช.

ตามบทบัญญัติมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนไว้อย่างชัดแจ้งว่า หากไม่แสดงหลักฐานการลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพภายในกำหนดเวลา 15 วัน ให้ถือว่าผู้นั้น "สละสิทธิ" ในการเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งข้อกฎหมายดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อสถานะของผู้ได้รับความเห็นชอบ

3. ข้อเท็จจริงเรื่องการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ที่ทับซ้อน (8 มกราคม - 12 เมษายน 2565)

คณะกรรมการสรรหาได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยมีหนังสือขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 11 หน่วยงาน อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล, กรมสรรพากร, สำนักงานประกันสังคม, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และโรงพยาบาลรามาธิบดี พบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ดังนี้:

  1. นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งบริหาร คือ รองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565

  2. อย่างไรก็ตาม ในด้านการปฏิบัติวิชาชีพเวชกรรม นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยในสถานะ "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 (วันก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ ซึ่งก็คือวันที่ 13 เมษายน 2565)

  3. หลักฐานการจ่ายค่าตอบแทนและตารางปฏิบัติงานยืนยันว่ามีการรับเงินค่าตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากพ้นกำหนด 15 วัน (11 มกราคม 2565) ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเลิกประกอบวิชาชีพอื่นโดยสิ้นเชิง

4. การวินิจฉัยใน 3 ประเด็นหลักของคณะกรรมการสรรหา

คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมายเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริง แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

ประเด็นที่หนึ่ง: การปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงระหว่างวันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 เป็นการกระทำจริงหรือไม่ คณะกรรมการฯ วินิจฉัยว่ามีการปฏิบัติหน้าที่จริงตามพยานหลักฐานทางทะเบียน เอกสารการลงเวลา และหลักฐานการจ่ายเงินจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของหน่วยงานต้นสังกัด

ประเด็นที่สอง: การเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงถือเป็น "พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ" ตามมาตรา 8 (2) หรือไม่ เมื่อพิจารณาตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ และประกอบกับ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2551 ที่นิยามคำว่า "ลูกจ้าง" ให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง คณะกรรมการฯ จึงวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

ประเด็นที่สาม: การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เป็นการ "สละสิทธิ" ตามมาตรา 18 หรือไม่ คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า เมื่อนพ.สรณไม่เลิกประกอบวิชาชีพและยังคงสถานะลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ย่อมถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยผลของกฎหมาย (Automatic Consequence of Law) มาแต่ต้น

สรุปปมปัญหา นพ.สรณ

สรุปปมปัญหา นพ.สรณ

5. มติเอกฉันท์และการลงนามท้ายคำวินิจฉัย

หล้งจากที่มีการร้องเรียนโดยคณะกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเดือนมีนาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาฯ ก็ได้มีการประชุมอีกเป็นจำนวน 5 ครั้งเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของ

  1. การประชุมครั้งที่ 1/2567 (วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569):

    • วาระสำคัญ: พิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมที่ต้องกลับมาทำหน้าที่ตรวจสอบและวินิจฉัยตามกฎหมาย และพิจารณาข้อร้องเรียนเบื้องต้นจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี,

  2. การประชุมครั้งที่ 2/2567 (วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2569):

    • วาระสำคัญ: เริ่มกระบวนการตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริง โดยมีมติให้มีหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 11 แห่ง และเชิญอดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาให้ข้อมูล

  3. การประชุมครั้งที่ 3/2567 (วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2569):

    • วาระสำคัญ: พิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ รวม 9 ฉบับ และพิจารณาหนังสือคัดค้าน/โต้แย้งจากนพ.สรณ,

  4. การประชุมครั้งที่ 4/2569 (วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569):

    • วาระสำคัญ: พิจารณาคำชี้แจงเพิ่มเติมและพยานหลักฐานจากผู้ถูกร้อง ซึ่งมีการโต้แย้งเรื่องความเป็นกลางของคณะกรรมการบางท่าน และเริ่มสรุปประเด็นข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัย

  5. การประชุมครั้งที่ 5/2569 (วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569):

    • วาระสำคัญ: คณะกรรมการสรรหาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดเป็นครั้งสุดท้ายและ มีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยใน 3 ประเด็นหลักตามที่นำเสนอเบื้องต้น จนนำไปสู่บทสรุปว่าเป็นการสละสิทธิตามมาตรา 18

โดยวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ก่อนการประชุม ที่ประชุมกรรมการสรรหาฯ ได้ลงมติในประเด็นอำนาจหน้าที่ ด้วยคะแนน 4 ต่อ 1 เสียง (ไม่มาประชุม 1 เสียง) เห็นว่าคณะกรรมการฯ มีอำนาจวินิจฉัยตามกฎหมาย จากนั้นในส่วนของเนื้อหาคดี โดยคณะกรรมการทั้ง 4 คนที่เข้าร่วมพิจารณาได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช.มาแต่ต้น

ขณะที่ท้ายเอกสารมีรายชื่อผู้ลงนามเห็นชอบมติดังต่อไปนี้

1.นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแรงงานภาค 7 (ประธานกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)

2.นายนภดล เทพพิทักษ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)

3.นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)

และ 4.นายวิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด (กรรมการสรรหา เลขานุการ และโฆษกคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.)

ส่วนนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ คณะกรรมตรวจเงิน หรือ คตง. (กรรมการสรรหากรรมการ กสทช.) ไม่ได้มาร่วมลงนาม เนื่องจากลาประชุม

เอกสารคำนินิจฉัยบางส่วน

เอกสารคำนินิจฉัยบางส่วน

6.ผลกระทบและขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย:

คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ซึ่งผูกพันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหลังจากมีคำวินิจฉัยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะหน่วยงานธุรการ ต้องเริ่มต้นกระบวนการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติถูกต้องเพื่อมาดำรงตำแหน่งที่ว่างลงโดยเร็ว

อย่างไรก็ตามแม้คำวินิจฉัยจะเป็นที่สุดในชั้นบริหาร แต่ผู้ถูกร้องยังมีสิทธิยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน ตามกฎหมาย หากประสงค์จะโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อไป

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาคุณสมบัติ 'หมอสรณ'



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ปปง.’ พร้อมยึดอายัดทรัพย์ขบวนการโกงสอบขรก.ท้องถิ่น รอหลักฐานชัด
‘ปปง.’ พร้อมยึดอายัดทรัพย์ขบวนการโกงสอบขรก.ท้องถิ่น รอหลักฐานชัด