เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'อาคม พันธ์เฉลิมชัย' อดีตนายกเทศมนตรีตำบลเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ชลบุรี ออกหนังสือ/ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินมิชอบ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี พร้อมพวก แต่ได้รอลงอาญา เหตุไม่มีเจตนาทุจริต ไม่เคยทำผิด อายุมากแล้ว ให้ใช้ชีวิตอยู่กับลูกหลานครอบครัวน่าจะเป็นผลดีมากกว่า - ป.ป.ช. ขอ อสส.อุทธรณ์สู้
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายอาคม พันธ์เฉลิมชัย หรือ นายธนะพัฒน์ พันธ์เฉลิมชัยโชค เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรีตำบลเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กับพวก ออกหนังสือเทศบาลตำบลเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ที่ ชบ 54603/2837 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 และออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน เลขที่ 117/2554 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 โดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา
โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ นายอาคม หรือ ธนะพัฒน์ หรือ อาคมเจตน์ พันธ์เฉลิมชัย หรือ พันเฉลิมชัยโชค เป็นจำเลยที่ 1 , นายอนุวัฒน์ ลีระกุล จำเลยที่ 2 และ นายอัครนันท์ โฉมเนตร์พงศ์ จำเลยที่ 3
ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีคำพิพากษาดังนี้
1.จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
การกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็น กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักกว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
พิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท
2.เหตุคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2554 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิด คดีนี้เกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผน อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำไปโดยมีเจตนาทุจริตหรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการกระทำของตน ประกอบกับปัจจุบันจำเลยที่ 1 อายุ 68 ปี จำเลยที่ 3 อายุ 57 ปี โดยไม่ปรากฏประวัติการกระทำความผิดอื่นใดอีก
การให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ใช้ชีวิตอยู่กับลูกหลานตนเองและครอบครัวน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 และสังคมมากกว่าการลงโทษจำคุก จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดี
โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
ทั้งนี้ หากต้องกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังเกินหนึ่งปีได้ แต่ต้องไม่เกินสองปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก
3.ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ได้พิจารณาแล้ว มีมติไม่เห็นพ้องด้วย ในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา จึงขอความอนุเคราะห์อุทธรณ์คำพิพากษา กรณียกฟ้องจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ข้อ 2.2
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




