'วัฒนา แพกุล' ผช.ผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 เพชรบุรี แจง Next News กรณีศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน คดีเอารถตนเองให้หน่วยงานเช่า แต่ได้รอลงอาญาปัจจุบันคดีถึงที่สุดแล้ว เหตุไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ทำเรื่องชี้แจงผู้บังคับบัญชาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีผลต่องานปัจจุบัน
กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายวัฒนา แพกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองวิศวกรรมและบำรุงรักษา สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 (ภาคใต้) จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อหาประโยชน์ โดยนำรถยนต์ของตนเองให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 (ภาคใต้) จังหวัดนครศรีธรรมราช เช่าโดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 11 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาว่า นายวัฒนา แพกุล จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 11 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 บทที่มีโทษหนักที่สุด ตามหลักกฎหมายว่าด้วยกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี
ปัจจุบัน นายวัฒนา แพกุล ยังทำงานอยู่ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 (ภาคใต้) จังหวัดเพชรบุรี
ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นายวัฒนา แพกุล ได้ติดต่อกลับมาชี้แจงสำนักข่าว Next News ว่า เกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากเจ้าหน้าที่รายหนึ่งในหน่วยงาน มีความขัดแย้งกับตนเองและไปยื่นเรื่องร้องเรียน แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว ตนก็น้อมรับคำพิพากษา
นายวัฒนา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดี คดีนี้ ตนได้รับใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุดจากผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ปรากฏว่า มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษา ทำให้คดีถึงที่สุด และได้ทำหนังสือชี้แจงต่อผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไปแล้ว (ดูเอกสารท้ายข่าว)
เมื่อถามว่า การถูกพิพากษาลงโทษจำคุกแต่ได้รอลงอาญา จะมีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 (ภาคใต้) จังหวัดเพชรบุรี หรือไม่
นายวัฒนา ตอบว่า ไม่มีผลอะไรต่อการทำงานในตำแหน่งปัจจุบัน

ใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง




