ป.ป.ช. มติเอกฉันท์ชี้มูล 'ภิญโญ จันทรวงศ์' อดีตศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ปมใช้รถยนต์ส่วนกลางเดินทางส่วนตัว-ไปกลับบ้านพัก สั่งถอดสติกเกอร์ตราราชการ-เปลี่ยนล้อรถ พบเบิกค่าน้ำมันช่วง 7 เดือนกว่า 84,762 บาท ตรวจสอบพบระยะทางใช้รถที่ไม่มีหลักฐานไปราชการกว่า 17,417 กิโลเมตร ครูช่วยราชการ โดนด้วย ฐานเป็นผู้ครอบครองรถเป็นคนขับรถคอยรับส่ง ส่งสำนวน อสส. ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดสงขลา เปิดเผยมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด กรณีกล่าวหา นายภิญโญ จันทรวงศ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ทุจริตต่อหน้าที่จากการนำรถยนต์ราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว นายธาวิน สินเย็น ครูช่วยราชการ โดยด้วยฐานเป็นผู้ครอบครองรถและทำหน้าที่เป็นคนขับรถคอยรับส่งนายภิญโญออกไปปฏิบัติงานด้วยกันเพียงสองคนเป็นประจำ
สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสงขลา ระบุว่า ด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหากรณีกล่าวหา นายภิญโญ จันทรวงศ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้นำรถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา หมายเลขทะเบียน กธ 3065 สงขลา ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ในการเดินทางไปกลับระหว่างบ้านพักและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ตลอดจนการเดินทางไปธุระส่วนตัวในที่ต่าง ๆ โดยให้นายธาวิน สินเย็น ครูช่วยราชการ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นคนขับรถคอยรับส่ง และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้นำรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้เองโดยไม่จอดไว้ที่สำนักงาน และมีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา
จากการไต่สวนพบพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ดังนี้
นายภิญโญ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้นำรถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา หมายเลขทะเบียน กธ 3065 สงขลา ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวในการเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านพักและสำนักงาน ตลอดจนการเดินทางไปธุระส่วนตัวต่าง ๆ และได้สั่งการให้ดึงสติกเกอร์ตราเครื่องหมายประจำส่วนราชการที่ติดไว้ด้านข้างรถออก โดยไม่ได้รับอนุมัติขอยกเว้นจากผู้มีอำนาจ และสั่งให้เปลี่ยนล้อรถจากล้ออัลลอยเดิมเป็นล้อแม็กสีดำ โดยให้นายธาวิน สินเย็น ครูช่วยราชการ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถและทำหน้าที่เป็นคนขับรถคอยรับส่งนายภิญโญออกไปปฏิบัติงานด้วยกันเพียงสองคนเป็นประจำ
โดยนายธาวินได้นำรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้ที่พักของตนเอง โดยไม่นำไปจอดไว้ที่โรงจอดรถของสำนักงานในช่วงหลังเลิกงาน รวมถึงวันหยุดราชการ อีกทั้งนายธาวินยังเป็นผู้เก็บรักษากุญแจรถยนต์คันดังกล่าวไว้ที่ตนเอง โดยไม่มีการจัดเก็บไว้ที่สำนักงาน
อีกทั้งในการนำรถยนต์ส่วนกลางออกไปใช้งาน ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองไม่ได้จัดทำใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลาง และไม่ได้ลงบันทึกการใช้รถในสมุดบันทึก นอกจากนี้มีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากสำนักงานฯ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน 2561 เป็นเงินทั้งสิ้น 84,762.56 บาท ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเปรียบเทียบระยะทางการใช้น้ำมันกับหลักฐานการขออนุญาตไปราชการ พบว่ามีการใช้รถยนต์ที่ไม่มีหลักฐานการไปราชการมาประกอบ คิดเป็นระยะทางสูงถึง 17,417.42 กิโลเมตร
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณามีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 6 เสียง โดยมีมติในกรณีกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย ดังนี้
1.การกระทำของนายภิญโญ จันทรวงศ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม
2.การกระทำของนายธาวิน สินเย็น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม
เบื้องต้น ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายภิญโญ จันทรวงศ์ และนายธาวิน สินเย็น ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก
อ่านประกอบ :




