News Logo
หน้าแรก
ที่แรก! เปิดตัว จนท-สำนวนต้นเรื่อง ชง ป.ป.ช.ตีตกคดีศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

ที่แรก! เปิดตัว จนท-สำนวนต้นเรื่อง ชง ป.ป.ช.ตีตกคดีศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

30 เม.ย. 2569 06:00
ผู้ชม 283 คน

"....จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ยื่นเข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่าผู้ยื่นเข้าไปดำเนินการใด ๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบกับผู้ยื่นพยายามดำเนินการตามคำพิพากษาภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย และได้แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของรายการทรัพย์สิน พฤติการณ์ยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ยื่นมีเจตนาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาของเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ..."

กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่คำชี้แจงมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีตีตกคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า ไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนของการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่ ป.ป.ช. ระบุว่า ยังตรวจสอบไม่พบว่า นายศักดิ์สยาม ได้มีการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น แต่อย่างใด พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซง หรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด

Portrait Cover Image

Portrait Cover Image

มีข้อมูลสำคัญชุดหนึ่งที่ยังไม่ถูกเปิดเผยเป็นทางการต่อสาธารณชน คือ มติคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง ที่ถือเป็นต้นเรื่องสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น และมีการนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย และมีคำวินิจฉัยว่า ไม่จงใจปกปิด และฟังตามว่าไม่มีส่วนได้เสีย ทั้งที่ศาล รธน.วินิจฉัยแล้วว่า หุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ นั้นเป็นของนายศักดิ์สยาม

ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับการยืนยันข้อมูลมติคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง เป็นทางการแล้ว

มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

มติคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง กรณีนายศักดิ์สยาม เกิดขึ้นเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 และมีการนำเสนอเรื่องที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568

เอกสารประกอบ

เอกสารประกอบ

มีการระบุผลการพิจารณาข้อมูลเรื่องนี้ ว่า

กรณีที่นายศักดิ์สยาม (ผู้ยื่น) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 วันที่ 17 มกราคม 2567 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ยื่นสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ยื่นหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 3 มีนาคม 2566 เนื่องจากผู้ยื่นยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ โดยมีนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ แทนผู้ยื่นมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าทางใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187

ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคุณสมบัติของความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เนื่องจากผู้ยื่นยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ ผู้ยื่นดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 และพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 จึงปรับรายการเงินลงทุนของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ จำนวน 119,499,000 บาท เข้าไปในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผู้ยื่นดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 3 ปี 10 เดือน มีรายได้ตามแบบ ภ.ง.ด. ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งจนถึงพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 4,976,255.54 บาท เป็นกรณีทรัพย์สินลดลง

พิจารณาแล้วเห็นว่า ทรัพย์ไม่เพิ่มขึ้นผิดปกติ

สำหรับกรณีที่ผู้ยื่นไม่แสดงรายการเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า ผู้ยื่นจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินในกรณีเข้ารับตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือไม่

จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบคำชี้แจง ปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม ว่า ผู้ยื่นยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ โดยมีนายศุภวัฒน์ เป็นผู้ครอบครองหุ้น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ แทนผู้ยื่นมาโดยตลอด ผู้ยื่นได้มีหนังสือแจ้งไปยังนายศุภวัฒน์ฯ ให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้โอนหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ กลับคืนให้ผู้ยื่น

แต่นายศุภวัฒน์ เพิกเฉย ผู้ยื่นจึงฟ้องนายศุภวัฒน์ ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ปรากฏตามคำฟ้องศาลจังหวัดนนทบุรี คดีหมายเลขดำ ที่ พ1017/2567 วันที่ 29 เมษายน 2567 โดยผู้ยื่น (โจทก์) ได้ยื่นฟ้องนายศุภวัฒน์ (จำเลย) ขอให้นายศุภวัฒน์ กระทำการตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ

โดยขอให้ศาลบังคับให้นายศุภวัฒน์ โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่ผู้ยื่น และให้นายศุภวัฒน์ ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้นายศุภวัฒน์ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบ และหุ้นส่วน และให้ผู้ยื่นเข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบและหุ้นส่วนผู้จัดการแทนนายศุภวัฒน์ ซึ่งต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ผู้ยื่น (โจทก์) และนายศุภวัฒน์ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีหมายเลขดำที่ พ328/2568 เรื่องขอให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยผู้ยื่นไม่ติดใจให้นายศุภวัฒน์โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่ผู้ยื่นอีกต่อไป และผู้ยื่นยอมรับว่านายศุภวัฒน์เป็นผู้ซื้อหุ้นไปจากผู้ยื่น และเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ จำนวน 119,499,000 บาท โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ และนายศุภวัฒน์ยังคงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ ซึ่งรายการจดทะเบียนของห้างฯ ณ วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ เป็นของนายศุภวัฒน์ฯ ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และผู้ยื่นยอมรับว่าได้ขายหุ้นให้แก่นายศุภวัฒน์ ดังนั้น นายศุภวัฒน์ จึงเป็นผู้มีสิทธิในการดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการของห้างฯ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาทและเป็นการตอบแทนที่ผู้ยื่นให้สิทธินายศุภวัฒน์ดังกล่าวข้างต้น นายศุภวัฒน์ตกลงจะรับซื้อที่ดินของผู้ยื่นเป็นการตอบแทน โดยผู้ยื่นตกลงจะขายที่ดินของผู้ยื่นทั้งหมด จำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา ให้แก่นายศุภวัฒน์ แบบเหมายกแปลง ราคาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 51,505,267.50 บาท โดยนายศุภวัฒน์ตกลงชำระเงินให้แก่ผู้ยื่น ภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 และผู้ยื่นตกลงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แก่นายศุภวัฒน์ ภายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568

อีกทั้งผู้ยื่นและนายศุภวัฒน์ ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน และไม่ติดใจดำเนินคดีใด ๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกันอีก

ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีหมายเลขแดงที่ 2684/2568 วันที่ 16 มิถุนายน 2568 เรื่องขอให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยองค์คณะผู้พิพากษาได้พิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ยื่นและนายศุภวัฒน์แล้ว เห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ผู้ยื่นได้มีหนังสือขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นปัจจุบัน โดยยื่นบัญชีกรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 และเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงรายการที่ดินที่ขาย และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับนายศุภวัฒน์

จากการตรวจสอบพบว่า นายศุภวัฒน์ซื้อที่ดินจำนวน 19 แปลง จากผู้ยื่น เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และนายศุภวัฒน์ได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่ผู้ยื่น รวมจำนวน 51,505,267.50 บาท ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาแคชเชียร์เช็ค และใบนำฝากเงินของธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

เมื่อพิจารณาจากเอกสารหลักฐาน ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของผู้ยื่นแล้วเห็นว่า จากเอกสารหลักฐานทางทะเบียนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่าผู้ยื่นโอนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่นายศุภวัฒน์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561

โดยผู้ยื่นและนายศุภวัฒน์ได้ทำการซื้อขายสิทธิเงินลงทุนในห้างฯ และชำระเงินเสร็จสิ้น รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทางทะเบียนแล้ว ก่อนที่ผู้ยื่นจะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 และผู้ยื่นได้ยื่นบัญชีกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ในวันที่ 17 มกราคม 2567

ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ยื่นสิ้นสุดลง เนื่องจากผู้ยื่นยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ โดยมีนายศุภวัฒน์เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลห้างฯ แทนผู้ยื่น ผู้ยื่นได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดยขอให้นายศุภวัฒน์โอนสิทธิเงินลงทุนในหุ้นของห้างฯ คืนให้กับผู้ยื่น และให้นายศุภวัฒน์ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างฯ แต่นายศุภวัฒน์ก็เพิกเฉย ซึ่งเห็นว่านายศุภวัฒน์มีเจตนาว่าตนได้สิทธิมาโดยชอบและยืนยันจะไม่คืนสิทธิของตน ผู้ยื่นจึงต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิเงินลงทุนในห้างฯ กลับคืนมา โดยยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อบังคับให้นายศุภวัฒน์ดำเนินการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ จนทั้งสองฝ่ายตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ โดยผู้ยื่นไม่ติดใจและยอมรับว่านายศุภวัฒน์ซื้อหุ้นไปจากตนและมีสิทธิในการบริหารกิจการของห้างฯ

ประกอบกับเพื่อยุติข้อพิพาทดังกล่าว นายศุภวัฒน์ตกลงซื้อที่ดินของผู้ยื่นเป็นการตอบแทน และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาแล้วว่าสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ยื่นและนายศุภวัฒน์ไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาด

จากพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ยื่นแสดงให้เห็นว่าหลังจากที่ผู้ยื่นและนายศุภวัฒน์ได้ตกลงซื้อขายสิทธิการโอนหุ้นและชำระเงินกันแล้ว ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ผู้ยื่นมีเจตนาจะดำเนินการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ และต้องการแสดงสิทธิเงินลงทุนในห้างฯ จึงติดตามและต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิกลับคืนมา

ประกอบกับหลังจากมีการซื้อขายโอนเงินลงหุ้นระหว่างผู้ยื่นและนายศุภวัฒน์แล้ว หลักฐานทางทะเบียนยังปรากฏชื่อนายศุภวัฒน์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ ยังไม่มีการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือปรากฏพฤติการณ์ว่า ภายหลังจากที่ผู้ยื่นโอนเงินลงทุนให้นายศุภวัฒน์ไปแล้ว ผู้ยื่นได้เข้าไปบริหารกิจการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของห้างฯ แต่อย่างใด

ส่วนนายศุภวัฒน์ เมื่อซื้อสิทธิเงินลงทุนมาแล้ว ยังมั่นใจและแสดงเจตนาว่าตนเป็นเจ้าของหุ้นในห้างฯ จึงไม่ยอมโอนคืนเงินลงหุ้นในห้างฯ ให้แก่ผู้ยื่น ทำให้ผู้ยื่นต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล จนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน

อีกทั้งเมื่อดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ยื่นได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดิน และการชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติม ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ยื่นเข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่าผู้ยื่นเข้าไปดำเนินการใด ๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

ประกอบกับผู้ยื่นพยายามดำเนินการตามคำพิพากษาภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย และได้แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของรายการทรัพย์สิน

พฤติการณ์ยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ยื่นมีเจตนาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาของเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ ในกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ตามมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แต่อย่างใด

เอกสารประกอบ

เอกสารประกอบ

ผลการพิจารณา ไม่ปรากฏว่าผู้ยื่นบัญชีฯ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และจากพฤติการณ์ยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ยื่นมีเจตนาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด

สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับผลการตรวจสอบความถูกต้อง และความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งของนายศักดิ์สยาม ที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณา สรุปได้ดังนี้

  • กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566

(1) รายได้ตาม ภ.ง.ด. ของนายศักดิ์สยาม

ปีภาษี 2562 = 889,878.06 บาท

ปีภาษี 2563 = 1,619,663.23 บาท

ปีภาษี 2564 = 1,388,880.00 บาท

ปีภาษี 2565 = 1,388,880.00 บาท

ปีภาษี 2566 = 238,947.10 บาท

ประมาณการรายได้ ภ.ง.ด. ระหว่างดำรงตำแหน่ง 4,976,255.54 บาท

(ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 3 ปี 10 เดือน)

(2) การปรับราคาประเมินทรัพย์สิน เพิ่มขึ้น 1,353,175 บาท ได้แก่

  • ที่ดิน = 1,193,175 บาท

  • ทรัพย์สินอื่น = 160,000 บาท

เมื่อปรับราคาประเมินแล้ว ผู้ยื่นมีทรัพย์สินลดลงสุทธิ 5,376,532.43 บาท

(3) วิเคราะห์รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่เปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ

เงินสด เพิ่มขึ้น จำนวน 500,000 บาท

เงินฝากธนาคารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ลดลง จำนวน 6,476,532.43 บาท

ยานพาหนะ เพิ่มขึ้น 1 คัน ได้แก่ รถยนต์ TOYOTA รุ่น FORTUNER มูลค่า 600,000 บาท นายศักดิ์สยามซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 หลังจากเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562

ขณะที่มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตรวจสอบบัญชีของนายศักดิ์สยามนั้น เป็นสภาพสตรี มีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สินชำนาญการพิเศษ เคยอยู่หน้าห้องของกรรมการ ป.ป.ช. รายหนึ่ง แล้วส่งมาทำสำนวนเรื่องนี้โดยเฉพาะ

หลังจากเจ้าหน้าที่รายนี้ได้ลงนามเห็นชอบผลการตรวจสอบ ผู้อำนวยการกลุ่ม และผู้อำนวยการสำนักลงนามเห็นชอบก่อนเสนออนุกรรมการฯ เห็นชอบ เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

เอกสารประกอบ

เอกสารประกอบ

จนกระทั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบตามความเห็นอนุกรรมการฯ ตีตกกรณี นายศักดิ์สยาม ซุกหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ ในวันที่ 8 กันยายน 2568 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว ก่อนหน้านี้

หากมีข้อมูลเพิ่มเติมอีก สำนักข่าว Next News จะนำมารายงานต่อไป

อ่าน/ดูเรื่องประกอบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ข่าวทุจริต
ซุกหุ้น
ป.ป.ช.ตีตกคดีศักดิ์สยาม



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'บีซีพีจี' แจงซื้อคลังน้ำมัน รับโอนเฉพาะทรัพย์สินไม่รวมหนี้เก่า
'บีซีพีจี' แจงซื้อคลังน้ำมัน รับโอนเฉพาะทรัพย์สินไม่รวมหนี้เก่า