News Logo
หน้าแรก
ขมวด 'ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม' / 2ต.1อ. ผู้มากบารมี-ป.ป.ช.เสียมากกว่าเสีย

ขมวด 'ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม' / 2ต.1อ. ผู้มากบารมี-ป.ป.ช.เสียมากกว่าเสีย

12 พ.ค. 2569 17:02
ผู้ชม 362 คน

"...คำถามสำคัญของ 'ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม' จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า นายศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า กระบวนการตรวจสอบขององค์กรปราบปรามการทุจริตสูงสุดของประเทศ ยังคงสามารถยืนอยู่บนหลักความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้แรงกดดันทางอำนาจที่ถูกตั้งข้อสงสัยอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นและศรัทธาของสังคม กำลังค่อยๆ ลดทอนลงทีละน้อย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า โลกแห่งความเป็นของ ป.ป.ช. ปัจจุบันนี้ ถูกบุคคลภายนอกเพียงไม่กี่คนสามารถเข้ามาครอบงำ แทรกแซง และยึดกุมกลไกภายในองค์กรไว้ได้หมดแล้ว..."

ข่าว "ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม" ที่นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการทุจริตของประเทศ

กำลังค่อยๆ เงียบเสียงลงไปทีละนิด

พร้อมกระแสข่าวที่ดังมาจากสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า ผู้บริหาร ป.ป.ช. สั่งห้ามตอบโต้เรื่องนี้กับสื่อมวลชน เพื่อปล่อยให้เรื่องนี้ ค่อยๆ เงียบหายไปเอง

สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า หลังการชี้แจงมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีตีตกคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เป็นเอกสาร ไปเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2569 ป.ป.ช.ก็ไม่ได้มีการชี้แจงประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับเรื่องอีก

ในส่วนงานประชาสัมพันธ์ผลงานของป.ป.ช. หลังจากปรากฏข่าว เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ทำบันทึกข้อความถึงผู้บริหารทุกหน่วยงานภายในองค์กรทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสำนักงานประจำจังหวัด เพื่อขอให้เร่งขับเคลื่อนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและงานประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และลดความคลาดเคลื่อนที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงาน อันนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานว่าเป็นความพยายามของฝ่ายบริหารในการเร่งประชาสัมพันธ์ผลงานและชี้แจงประเด็นที่กระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ภายหลังเผชิญกระแสวิจารณ์จากสังคมอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีมติตีตกคดีกล่าวหาซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สวนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่จับตาของสาธารณชนต่อบทบาทและความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ในการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐ

ในกลุ่มไลน์นักข่าวประจำ ป.ป.ช. นับตั้งแต่ ป.ป.ช.ออกมาตรการเชิงรุกข้างต้น มีการส่งข้อมูลข่าวเผยแพร่ผลการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลโครงการต่างๆ วันละหลายชิ้น ปริมาณมากกว่าปกติ

แต่ก็ไม่มีเรื่องคำชี้แจงกรณีตีตกคดีนายศักดิ์สยาม รวมอยู่ด้วยแต่อย่างใด

สรุปแล้ว ณ วันนี้ เจตนารมณ์ของ ป.ป.ช. คือ ไม่ต้องก็พูดถึงเรื่องคดีความที่เกี่ยวข้องกับ นายศักดิ์สยาม อีกแล้วใช่หรือไม่ ?

เพื่อให้ข่าวเรื่องนี้ ไม่ถูกเก็บเงียบ ลอยสลายหายไปสายลม

สำนักข่าว Next News ขมวดข้อมูลมานำเสนอสาธารณชน แบบชัดๆ อีกครั้งดังนี้

@ ข้อบ่งชี้ที่หนึ่ง : จากผู้ตรวจสอบ สู่ ทนายแก้ต่าง

ข่าว "ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม" ถูกระบุว่าเป็นกรณีสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและการไต่สวนคดีภายในสำนักงาน ป.ป.ช. อย่างชัดเจน เพราะกรณีนี้ ปรากฏข้อมูลกลไกและบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการแทรกแซงดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจและส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. โดยตรง

จากการตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการต่างๆ ในคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยว่ามีบุคคลที่ถูกเรียกว่า "2 ต. 1 อ." เข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายคำสั่ง ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากในการให้ความเห็นหรือผลักดันคดีให้เป็นไปในทิศทางที่ตนเองเกี่ยวข้อง และขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยตัดสินให้นายศักดิ์สยามพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว

ขณะที่สำนวนการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ซึ่งเป็นสำนวนที่เจ้าหน้าที่ได้เสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเมื่อวันที่ 8 กันยายน สำนวนนี้เป็นมติของอนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง โดยมีบันทึกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ระบุถึงกระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ

เอกสารประกอบ

เอกสารประกอบ

เอกสารประกอบ

เอกสารประกอบ

จากการพิจารณาสำนวนดังกล่าว ไม่พบข้อความหรือสิ่งที่เขียนที่บ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ได้เข้าไปตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ อย่างอิสระ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้วินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีเลย เพียงแต่นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นหลักตั้งต้น และนำคำชี้แจงของนายศักดิ์สยามมาประกอบเท่านั้น

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ได้มีการทำหนังสือทวงหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ มูลค่า 119 ล้านบาท จากนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ซึ่งเป็นนอมินี แต่นายศุภวัฒน์ ไม่ยอมโอน ทำให้ต้องฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และมีการประนีประนอมยอมความกันในที่สุด เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ซึ่งทำสำนวนเรื่องนี้ได้นำสองเรื่องนี้มาประกอบกันและพิจารณาโดยสรุปว่า นายศักดิ์สยามไม่ได้มีความจงใจที่จะปกปิดทรัพย์สิน

นอกจากนี้ ยังข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อความในสำนวนที่เขียนว่า "จากพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ยื่นแสดงให้เห็นว่าหลังจากที่ผู้ยื่นและนายศุภวัฒน์ ได้ตกลงซื้อขายสิทธิการโอนหุ้นและชำระเงินกันแล้ว ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยผู้ยื่นมีเจตนาจะดำเนินการตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ และต้องการแสดงสิทธิ์ในเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญจึงติดตามและต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิกลับคืนมา ประกอบกับหลังจากที่มีการซื้อขายโอนเงินลงทุนระหว่างผู้ยื่นกับนายศุภวัฒน์ แล้วหลักฐานทางทะเบียน ยังปรากฏชื่อนายศุภวัฒน์ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการยังไม่มีการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม และยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือปรากฏพฤติการณ์ว่า ภายหลังจากที่ผู้ยื่นโอนเงินลงทุนให้กับนายศุภวัฒน์ ไปแล้ว ผู้ยื่นได้เข้าไปบริหารกิจการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญแต่อย่างใด

ส่วนนายศุภวัฒน์ เมื่อซื้อสิทธิเงินลงทุนแล้วยังมั่นใจและแสดงเจตนาว่าตนเป็นเจ้าของหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ จึงไม่ยอมโอนคืนเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญให้แก่ผู้ยื่นทำให้ผู้ยื่นต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล จนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน อีกทั้งเมื่อการดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ยื่นได้ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดินและการชำระเงินค่าที่ดินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้ยื่นเข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่าผู้ยื่นเข้าไปดำเนินการใดใด ภายหลังจากที่มีการโอนหุ้นแล้วจึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน"

การเขียนแบบตรวจสอบทรัพย์สิน หรือเป็นการเขียนแบบทนายแก้ต่างให้แก่นายศักดิ์สยาม ซึ่งสะท้อนว่าสำนวนนี้ไม่เหมือนสำนวนตรวจสอบทั่วไป แต่เป็นการเขียนแก้ต่าง อีกทั้งยังมีการส่งเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่หน้าห้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะไปทำสำนวนในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ที่หนึ่งของการแทรกแซงที่ผิดปกติ

@ ข้อบ่งชี้ที่สอง : เงาอิทธิพล "2 ต. 1 อ." ผู้มากบารมีใน ป.ป.ช.

ข้อบ่งชี้ที่สองนี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่า มีคนบางกลุ่ม กำลังรุกคืบควบคุมอำนาจการบริหารภายใน ป.ป.ช. อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เห็นได้จากการโยกย้ายแต่งตั้งและแทรกแซงการไต่สวนคดี คือการพบว่าบุคคลที่ถูกเรียกว่า "2 ต. 1 อ." ได้เข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการต่างๆ ภายใน ป.ป.ช. หลายคำสั่ง ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้มีอำนาจอย่างยิ่งในการชี้นำหรือผลักดันคดีให้เป็นไปในทิศทางที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

คำสั่งแรก คือ คณะกรรมการนโยบายการบริหารบุคคลและจัดสรรอัตรากำลังตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการและหน้าที่อำนาจส่วนราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการชุดนี้มีนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน และมีกรรมการรวม 17 คน รวมถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. ด้วย ที่น่าสังเกตคือมีการแต่งตั้ง "ต.1" ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างและเป็นผู้ช่วยของกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง เข้ามาเป็นบุคคลในลำดับที่ 2 ของคณะกรรมการทั้งหมด คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจพิจารณากลั่นกรอง จัดสรรอัตรากำลัง วางอัตรากำลังข้าราชการและลูกจ้างในสำนักงาน ป.ป.ช. รวมถึงเสนอแนะแนวทางการโยกย้ายแต่งตั้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ "ต.1" สามารถเข้าแทรกแซงการโยกย้ายแต่งตั้งได้อย่างมีอิสระมากกว่าเลขาธิการ ป.ป.ช. เสียอีก

คำสั่ง ป.ป.ช.

คำสั่ง ป.ป.ช.

คำสั่งที่สอง คือ คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาสำนวนคดีอาญา ซึ่งมีนายประภาส คงเอี่ยม กรรมการ ป.ป.ช. เป็นอนุกรรมการ และมีกรรมการอื่นอีก 26 คน แต่ในคณะอนุกรรมการชุดนี้กลับปรากฏชื่อ "2 ต. 1 อ." ครบทั้งสามคน อยู่ในอันดับที่ 3, 4, 5 คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาสำนวนที่อัยการและกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องคดีหรือไม่หากอัยการสูงสุดไม่ฟ้อง

คำสั่ง ป.ป.ช.

คำสั่ง ป.ป.ช.

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งแต่งตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลายสำนักและหลายชุด แต่ในคณะกรรมการชุดสำคัญๆ เช่น คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนทุจริตคดีการเมืองและการปกครอง 1 มีนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข เป็นประธาน และมี "ต.1" กับ "ต.2" เป็นอนุกรรมการอยู่ด้วย อีกชุดหนึ่งคือ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาและประจำสำนักไต่สวนทุจริตคดีเศรษฐกิจ 2 ซึ่งมีนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการ และมี "อ." "ต.1" และ "ต.2" อยู่ครบทั้งสามคน ในระดับ 2, 3, และ 4 ตามลำดับ และชุดสุดท้ายคือ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนทุจริตคดีความมั่นคงของรัฐ ซึ่งเป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ประธานอนุกรรมการชุดนี้คือนายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง และมี "อ." เป็นอนุกรรมการในลำดับที่ 6 การปรากฏตัวของบุคคลเหล่านี้ในคณะกรรมการที่มีอำนาจสำคัญ ทำให้พวกเขาสามารถเข้าไปให้ความเห็น มีอิทธิพล หรือแม้แต่ผลักดันคดีให้เป็นไปตามทิศทางที่ตนเองเกี่ยวข้อง

คำสั่ง ป.ป.ช.

คำสั่ง ป.ป.ช.

@ ข้อบ่งชี้ที่สาม : 'ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม' ไม่ได้อยู่เพียงว่า นายศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่เท่านั้น

ทั้งนี้ ปัญหาอิทธิพลที่ครอบงำ ป.ป.ช. และแนวทางแก้ไข คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในปัจจุบันประกอบด้วยบุคคล 8 คน โดยเป็นอดีตผู้พิพากษาถึง 6 คน เป็นอัยการ 1 คน และข้าราชการฝ่ายปกครองหรือกระทรวงมหาดไทย 1 คน เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากเกิดเรื่องอื้อฉาวและมีการวิพากษ์วิจารณ์กัน มีข่าวว่ากรรมการ ป.ป.ช. อย่างน้อย 3 คน พยายามเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทบทวนมติหรือนำเรื่อง "ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม" เข้ามาพิจารณาอีกครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

คำถามสำคัญของ 'ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม' จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า นายศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่เท่านั้น

แต่อยู่ที่ว่า กระบวนการตรวจสอบขององค์กรปราบปรามการทุจริตสูงสุดของประเทศ ยังคงสามารถยืนอยู่บนหลักความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้แรงกดดันทางอำนาจที่ถูกตั้งข้อสงสัยอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นและศรัทธาของสังคม กำลังค่อยๆ ลดทอนลงทีละน้อย

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงของ ป.ป.ช. ปัจจุบันนี้ ถูกบุคคลภายนอกเพียงไม่กี่คนสามารถเข้ามาครอบงำ แทรกแซง และยึดกุมกลไกภายในองค์กรไว้ได้หมดแล้ว

เรื่องนี้ตั้งหากที่ปัญหาใหญ่ที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง แห่ง 'ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม' ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนใน ป.ป.ช. จะต้องรีบเร่งหาทางแก้ไขปัญหาโดยด่วน

ทวงคืนบ้าน และ ศักดิ์ศรี ของคน ป.ป.ช. กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

อ่าน/ดูเรื่องประกอบ

ข่าวเกี่ยวกับพล.อ.ประวิตร

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
ป.ป.ช.
ปรากฏการณ์ศักดิ์สยาม



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 12 ล้าน 'ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์' สส.ปชน.-เงินลงทุน 1.2 ล.
ทรัพย์สิน 12 ล้าน 'ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์' สส.ปชน.-เงินลงทุน 1.2 ล.