News Logo
หน้าแรก
บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง! รอดอาญา แต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง! รอดอาญา แต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

20 พ.ค. 2569 07:40
ผู้ชม 179 คน

"...ประเด็นสำคัญที่หลายคนยังเข้าใจผิด คือ หากเจ้าหน้าที่รัฐถูกดำเนินคดีอาญา หน่วยงานต้นสังกัดจำเป็นต้องรอให้ศาลอาญาพิพากษาถึงที่สุดก่อนหรือไม่ จึงจะลงโทษทางวินัยได้ ? คำตอบคือ “ไม่จำเป็น” เพราะ “คดีอาญา” กับ “การสอบสวนทางวินัย” เป็นคนละกระบวนการ และมีเป้าหมายต่างกันอย่างชัดเจน..."

เวลามีข่าวข้าราชการ ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด หลายครั้งสังคมมักตั้งคำถามว่า “ทำไมยังไม่ถูกลงโทษ” หรือ “ทำไมหน่วยงานต้นสังกัดยังปล่อยให้ทำงานอยู่”

ขณะที่ผู้บังคับบัญชามักออกมาระบุว่า “ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน”

คำพูดลักษณะนี้ จริง ๆ แล้วถือเป็นหลักการสำคัญของกฎหมาย เพราะต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ร้องเรียนที่อ้างว่าได้รับความเสียหาย และผู้ถูกกล่าวหาที่ต้องมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง แก้ข้อกล่าวหา หรือแสดงพยานหลักฐานของตนเอง

แต่ประเด็นสำคัญที่หลายคนยังเข้าใจผิด คือ หากเจ้าหน้าที่รัฐถูกดำเนินคดีอาญา หน่วยงานต้นสังกัดจำเป็นต้องรอให้ศาลอาญาพิพากษาถึงที่สุดก่อนหรือไม่ จึงจะลงโทษทางวินัยได้ ?

คำตอบคือ “ไม่จำเป็น” เพราะ “คดีอาญา” กับ “การสอบสวนทางวินัย” เป็นคนละกระบวนการ และมีเป้าหมายต่างกันอย่างชัดเจน

ศาลปกครองสูงสุดได้วางหลักไว้หลายคดีว่า การดำเนินการทางวินัยเป็นมาตรการในการควบคุมพฤติกรรมและรักษาระเบียบวินัยของข้าราชการ เพื่อให้ระบบราชการสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประชาชนเชื่อมั่น ส่วนคดีอาญาเป็นการดำเนินคดีเพื่อเอาผิดบุคคลตามกฎหมายอาญา ซึ่งอาจมีโทษถึงจำคุกหรือกระทบเสรีภาพโดยตรง

ดังนั้น มาตรฐานในการพิจารณาจึงแตกต่างกัน

ในคดีอาญา ศาลจะลงโทษได้ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานชัดเจน “ปราศจากข้อสงสัย” หากยังมีข้อสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ศาลก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

แต่ในทางวินัย ผู้บังคับบัญชาหรือคณะกรรมการสอบสวนวินัย สามารถพิจารณาจากพฤติการณ์ หลักฐานแวดล้อม และการกระทำที่ขัดต่อระเบียบราชการได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาคดีอาญา

ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีตำรวจนายหนึ่งอ้างว่าได้รับข้อมูลจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติด จึงออกไปล่อซื้อและตรวจค้นผู้ต้องสงสัยด้วยตนเอง

ระหว่างปฏิบัติการ ตำรวจนายดังกล่าวใช้อาวุธปืนจ่อศีรษะผู้ต้องสงสัย ยิงปืนขึ้นฟ้าหลายนัดเพื่อข่มขู่ และใช้เท้าเหยียบหลังผู้ต้องสงสัยระหว่างตรวจค้น แต่สุดท้ายกลับไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายใด ๆ

ต่อมาผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาฐานพยายามฆ่าและชิงทรัพย์ ขณะที่ต้นสังกัดก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

ในการสอบสวนพบว่า ตำรวจนายดังกล่าวไม่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดโดยตรง อีกทั้งก่อนปฏิบัติการก็ไม่ได้รายงานผู้บังคับบัญชา และไม่ได้ทำเอกสารหรือบันทึกประจำวันตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น การลงหมายเลขธนบัตรล่อซื้อ หรือบันทึกแผนปฏิบัติการ

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าเป็นกรณีเร่งด่วน แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้ถึงขนาดที่สามารถปฏิบัติการโดยพลการได้ และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบตำรวจอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ การใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ และการใช้กำลังกับบุคคลโดยไม่มีเหตุอันสมควร ยังเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเสียเอง

คณะกรรมการสอบสวนวินัยจึงเห็นว่า เป็น “ผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” และมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ

แม้ต่อมาศาลอาญาจะพิพากษายกฟ้อง เพราะพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะลงโทษในคดีอาญา แต่ศาลปกครองสูงสุดก็ยังวินิจฉัยว่า คำสั่งไล่ออกจากราชการนั้น “ชอบด้วยกฎหมาย”

เหตุผลสำคัญคือ การพิจารณาทางวินัยไม่จำเป็นต้องผูกพันกับผลคดีอาญา เพราะทั้งสองเรื่องมีเจตนารมณ์ต่างกัน

ศาลยังอธิบายเพิ่มเติมว่า การสอบสวนวินัยเป็นเรื่องของการควบคุมมาตรฐานและความประพฤติของข้าราชการ ไม่ใช่การพิสูจน์ความผิดเพื่อจำคุกเหมือนคดีอาญา ดังนั้น หากพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่แสดงให้เห็นว่าไม่เหมาะสม ผิดระเบียบ หรือทำให้ราชการเสียหาย ก็สามารถลงโทษทางวินัยได้ แม้ศาลอาญาจะยกฟ้องก็ตาม

เรื่องนี้จึงเป็นหลักสำคัญที่ข้าราชการทุกหน่วยงานควรเข้าใจว่า

“ศาลอาญายกฟ้อง” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ผิดวินัย”

เพราะบางกรณี แม้หลักฐานจะยังไม่หนักแน่นพอถึงขั้นจำคุก แต่พฤติกรรมก็อาจร้ายแรงพอที่จะถูกปลดออกหรือไล่ออกจากราชการได้

สรุปง่าย ๆ คือ

คดีอาญา

เป็นการพิสูจน์ความผิดต่อหน้าศาล ต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนา ปราศจากข้อสงสัย จึงจะลงโทษได้

คดีวินัย

เป็นมาตรการควบคุมพฤติกรรมของข้าราชการ เพื่อรักษาระเบียบ วินัย และความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ

การสอบวินัยกับคดีอาญา

เป็นคนละกระบวนการ แยกจากกันอย่างชัดเจน ผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินการทางวินัยได้ แม้คดีอาญาจะยังไม่สิ้นสุด

ผู้ถูกกล่าวหา

ไม่สามารถนำคำพิพากษายกฟ้องในคดีอาญามาอ้างได้โดยอัตโนมัติว่า ตนไม่ผิดวินัย

ดังนั้น เมื่อเกิดกรณีร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรอผลคดีอาญา แต่คือการที่ผู้บังคับบัญชาจะกล้าดำเนินการทางวินัยอย่างตรงไปตรงมา ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหรือไม่ เพราะหากหลักฐานทางวินัยชัดเจน แต่หน่วยงานกลับปล่อยเรื่องเงียบหรือยื้อเวลา ก็ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่า เกิดจากความล่าช้าตามกระบวนการ หรือมีเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกันแน่ ?

/////

เรื่องโดย“ข้าราชการพลัดถิ่น"

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
บทเรียนข้าราชการไทย
รอดอาญา
โทษวินัย
ข้อควรระวัง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คุก 2 ปี! อดีตนักวิชาการเกษตรพังงา ตรวจรับพัสดุอาหารกลางวันเด็กมิชอบ
คุก 2 ปี! อดีตนักวิชาการเกษตรพังงา ตรวจรับพัสดุอาหารกลางวันเด็กมิชอบ