"...หลักสำคัญของการเป็นข้าราชการ คดีนี้สะท้อนว่า การทำงานเพื่อประโยชน์ของราชการเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากการปฏิบัติงานนั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขตหน้าที่หรือไม่ได้รับมอบหมายอย่างถูกต้อง..เช่นเดียวกับกรณีเจ็บป่วย แม้มีเหตุจำเป็นจริง แต่ข้าราชการต้องดำเนินการตามระเบียบ ได้แก่ การแจ้งผู้บังคับบัญชาและยื่นใบลาให้ถูกต้อง..."
การเป็นข้าราชการ นอกจากต้องตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และคำสั่งของทางราชการอย่างเคร่งครัด
บางครั้งแม้จะมีเหตุผลที่ดูเหมือนเป็นเรื่องดี เช่น ไปช่วยงานราชการด้านอื่น หรือมีปัญหาสุขภาพ แต่ถ้าไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอน ก็อาจกลายเป็นความผิดวินัยร้ายแรงได้
มีคดีหนึ่ง ที่น่าจะเป็นตัวอย่างสำคัญบทเรียนเรื่องนี้ได้ เมื่อนาย อ. ข้าราชการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 2 ที่ถูกลงโทษ ปลดออกจากราชการ จากการละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร หลังถูกกล่าวหาว่าไม่มาทำงานติดต่อกัน 18 วัน โดยไม่ได้ลาและไม่ได้แจ้งเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
นาย อ. ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม ซึ่งคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ นาย อ. จึงยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองสูงสุด (ฟ้องตรง ไม่ผ่านศาลปกครองชั้นต้น)
@ จุดเริ่มต้นของเรื่อง
นาย อ. เดิมปฏิบัติหน้าที่เป็นนักสืบสวนสอบสวนระดับชำนาญปฏิบัติราชการ ต่อมาได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่กลุ่มบังคับโทษปรับ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป
แต่ระหว่างวันที่ 3–20 ธันวาคม 2553 นาย อ. ไม่ได้มาปฏิบัติราชการที่หน่วยงานดังกล่าว รวมเป็นเวลา 18 วัน
เมื่อตรวจสอบพบว่า ไม่ได้มาลงเวลาปฏิบัติราชการ, ไม่ได้ยื่นใบลาตามระเบียบ, ไม่ได้แจ้งเหตุผลให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
หน่วยงานจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
@ข้อแก้ตัวข้อแรก : ไม่ได้หนีงาน แต่ไปช่วยจับยาเสพติด
นาย อ. ชี้แจงว่า วันที่ 11 วันที่ 12 และวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ไม่ได้ไปทำงานที่กลุ่มบังคับโทษปรับ เพราะไปร่วมกับตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อสืบสวน จับกุม และขยายผลคดียาเสพติด
นาย อ. เห็นว่า การทำงานดังกล่าวเป็นภารกิจของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ใช่การละทิ้งงาน
ศาลชี้เป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ไม่ได้หมายความว่าจะไปทำงานที่ไหนก็ได้
อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่า แม้นาย อ. จะมีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. แต่การปฏิบัติหน้าที่ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งและการควบคุมของผู้บังคับบัญชา
ในช่วงเวลานั้น นาย อ. ถูกมอบหมายให้ทำงานที่กลุ่มบังคับโทษปรับ หากจะไปทำงานอื่น ต้องมีคำสั่งหรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
แต่จากหลักฐาน ไม่พบว่ามีผู้บังคับบัญชาสั่งให้นาย อ. ไปทำภารกิจดังกล่าว
ส่วนที่อ้างว่าได้รับอนุญาตด้วยวาจา ผู้บังคับบัญชาก็ให้ข้อมูลว่า ไม่เคยอนุญาตและไม่ทราบเรื่อง
ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่า การไปช่วยจับยาเสพติดในวันดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นการมาปฏิบัติราชการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
@ข้อแก้ตัวข้อที่สอง : “ป่วยเป็นโรคเก๊าท์ มีใบรับรองแพทย์”
นาย อ. ยังชี้แจงว่า ช่วงวันที่ 3–20 ธันวาคม 2553 มีอาการปวดและบวมที่หัวเข่า เดินไม่สะดวก เนื่องจากเป็นโรคเก๊าท์
ต่อมาได้นำใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ลงวันที่ 3 มีนาคม 2554 มาแสดง เพื่อยืนยันว่ามีอาการป่วยจริง
ศาลชี้ ใบรับรองแพทย์ย้อนหลัง ยังยืนยันไม่ได้ว่าป่วยในช่วงที่ขาดงาน
ขณะที่ ศาลพิจารณาว่า ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวออกหลังจากวันที่ขาดราชการประมาณ 3 เดือน
แพทย์ผู้ตรวจให้ข้อมูลว่า ใบรับรองแพทย์ออกจากการสอบถามอาการที่นาย อ. เล่าให้ฟัง ไม่ได้มีข้อมูลการตรวจรักษาหรือหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า ในช่วงวันที่ 3–20 ธันวาคม 2553 นาย อ. ป่วยจนไม่สามารถมาทำงานได้จริง
ที่สำคัญ นาย อ. ไม่ได้ยื่นใบลาป่วย และไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบในช่วงเวลาที่ไม่มาทำงาน
ศาลจึงไม่รับฟังว่าเป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้ขาดราชการได้
@ข้อแก้ตัวข้อที่สาม : “มีวันหยุดหลายวัน ต้องหักออก ไม่ถึง 15 วัน”
นาย อ. อ้างว่า ช่วงวันที่ 3–20 ธันวาคม 2553 มีวันหยุดราชการรวมอยู่หลายวัน หากหักวันหยุดออก ระยะเวลาขาดงานจะไม่ถึง 15 วัน
ศาลชี้ วันหยุดที่อยู่ระหว่างช่วงขาดงาน ต้องนับรวม
ศาลเห็นว่า แม้ระหว่างวันที่ 3–20 ธันวาคม 2553 จะมีวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการอยู่หลายวัน แต่ช่วงเวลาดังกล่าว นาย อ. ไม่ได้กลับมาปฏิบัติราชการเลย
ดังนั้น วันหยุดที่อยู่ตรงกลางจึงต้องนับรวมเป็นระยะเวลาขาดราชการต่อเนื่อง
เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว นาย อ. ขาดราชการติดต่อกัน 18 วัน
@ผลของคดี : ผิดวินัยร้ายแรง ถูกปลดออกจากราชการ
หลังจากพิจารณาเอกสารหลักฐานต่างๆ ศาลเห็นว่า การไม่มาปฏิบัติราชการติดต่อกัน 18 วัน โดยไม่ลาและไม่แจ้งเหตุ เป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร
ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (3) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
นอกจากนี้ นาย อ. ยังมีประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินของกลางในคดียาเสพติด ซึ่งได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ไม่ได้ส่งมอบให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เก็บรักษาตามระเบียบ
ต่อมาจึงถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และภายหลังถูกลงโทษปลดออกจากราชการ
ศาลเห็นว่า การดำเนินการของหน่วยงานเป็นไปตามกฎหมาย
@บทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการ
หากพิจารณาจากบทเรียนคดีนี้ ในแง่ของการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จะพบว่า
1. หยุดงานเองไม่ได้ แม้จะมีเหตุผลส่วนตัว
หากเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็น ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาและดำเนินการลาให้ถูกต้อง
อย่ารอให้นายมาชี้แจงภายหลัง เพราะอาจพิสูจน์ไม่ได้ว่าเหตุเกิดขึ้นจริง
2. ทำงานนอกหน้าที่ ต้องมีคำสั่งหรือได้รับอนุญาต
แม้งานนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อราชการ แต่ถ้าไม่ได้รับมอบหมายอย่างถูกต้อง อาจถูกมองว่าไม่ปฏิบัติตามหน้าที่
3. งานเกี่ยวกับทรัพย์สินของราชการ ต้องระวังเป็นพิเศษ
ทรัพย์สินของกลางหรือทรัพย์สินของทางราชการ ต้องส่งมอบ เก็บรักษา และดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
4. วินัยราชการเป็นเรื่องสำคัญ
ส่วนหลักสำคัญของการเป็นข้าราชการ คดีนี้สะท้อนว่า การทำงานเพื่อประโยชน์ของราชการเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากการปฏิบัติงานนั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขตหน้าที่หรือไม่ได้รับมอบหมายอย่างถูกต้อง
เช่นเดียวกับกรณีเจ็บป่วย แม้มีเหตุจำเป็นจริง แต่ข้าราชการต้องดำเนินการตามระเบียบ ได้แก่ การแจ้งผู้บังคับบัญชาและยื่นใบลาให้ถูกต้อง
เพราะระบบราชการไม่ได้พิจารณาเฉพาะ “เจตนา” แต่พิจารณาถึง “การปฏิบัติตามหน้าที่และระเบียบ”
หากแต่ข้าราชการต้องรักษาทั้งผลงานและวินัยควบคู่กัน เพราะความผิดด้านระเบียบอาจส่งผลต่อหน้าที่การงานและอนาคตในราชการได้
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน
@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม




