"...ต่อมาเมื่อมีการตรวจรับงานจ้างหรือพัสดุและอนุมัติเบิกจ่ายเงินแล้ว นายก อบต.ตาลชุมจะเป็นผู้รับมอบเช็คสั่งจ่ายเงินแทนเจ้าของร้านค้า และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ อบต.ไปทำธุรกรรมฝากเงินตามเช็คเข้าบัญชีเจ้าของร้านหรือบัญชีของร้าน แล้วเบิกถอนเงินสดหรือกดเงินจากตู้ ATM นำมามามอบให้นายกอบต.ตาลชุม โดยใช้สมุดบัญชีเงินฝากและบัตร ATM ของเจ้าของร้านและร้านค้าดังกล่าว ซึ่งนายกอบต.ตาลชุมเป็นผู้ยึดถือครอบครองไว้..."
กรณี นายศราวุธ พุฒตรง อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตาลชุม อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญา กรณีเข้ามีส่วนได้เสียในโครงการก่อสร้าง จำนวน 15 โครงการ ในช่วงปี 2556 – 2557 ของ อบต.ตาลชุม ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 15 กระทง เป็นระยะเวลา 30 ปี 90 เดือน หลังรับสารภาพให้การเป็นประโยชน์ นั้น

ภาพประกอบข่าว
สารภาพก็ไม่รอด! คุก 30 ปี 90 ด. อดีตนายก อบต.ตาลชุม ทุจริต 15 โครงการ
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลพบว่า นอกจากคดีที่ถูกศาลฯ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 15 กระทง เป็นระยะเวลา 30 ปี 90 เดือน ข้างต้นแล้ว
นายศราวุธ พุฒตรง ยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณีทุจริตต่อหน้าที่อีก 1 คดี เป็นกรณีการจัดซื้อจัดจ้างและเข้ามีส่วนได้เสียในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 40 โครงการ ในช่วงปี พ.ศ. 2558 – 2562 ซึ่งมีการส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมพวกอีก 2 ราย คือ นายธวัชชัย ปันมาละ เจ้าของร้านกิจเจริญเรือง และ นางสาวกุลนิษฐ์ ใจยศ
สำหรับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดกรณีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างและเข้ามีส่วนได้เสียในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 40 โครงการ ในช่วงปี พ.ศ. 2558 – 2562 นั้น ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในปีประมาณ พ.ศ. 2558 - 2562 นายศราวุธ พุฒตรง เข้ามีส่วนได้เสียในการจัดซื้อจัดจ้างของ อบต.ตาลชุม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา จำนวน 18 โครงการ และวิธีเฉพาะเจาะจง จำนวน 22 โครงการ รวมจำนวน 40 โครงการ โดยให้ระบุชื่อร้านค้าแห่งหนึ่งเป็นผู้รับจ้างหรือคู่สัญญา ขณะที่ที่เจ้าหน้าที่พัสดุไม่ได้ทำหน้าที่ติดต่อเจรจาและตกลงราคากับผู้ประกอบการหรือผู้มีอาชีพโดยตรง
จากนั้น นายกอบต.ตาลชุม ได้อนุมัติให้ร้านค้าดังกล่าวเป็นผู้รับจ้างหรือคู่สัญญาของแต่ละโครงการ และเป็นผู้จัดหาเงินค่าหลักประกันสัญญามามามอบให้เจ้าหน้าที่พัสดุเพื่อให้นำไปส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่การเงิน โดยที่เจ้าของร้านค้าดังกล่าวไม่เคยเข้ามาติดต่อทำสัญญาหรือลงนามในเอกสารจัดซื้อจัดจ้างใด ๆ ที่ อบต.ตาลชุม
นอกจากนี้ ในขั้นตอนการก่อสร้างหรือส่งมอบพัสดุตามสัญญา นายก อบต.ตาลชุมเป็นผู้จัดหาผู้รับจ้างช่วง และคนงานเข้าดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาจ้างจำนวน 39 โครงการ และจัดหาพัสดุตามสัญญาซื้อ จำนวน 1 โครงการ พร้อมทั้งจัดทำหนังสือในนามของร้านคู่สัญญาแจ้งส่งมอบงานหรือส่งมอบพัสดุต่อ อบต.ตาลชุมแทนเจ้าของร้านค้า
ต่อมาเมื่อมีการตรวจรับงานจ้างหรือพัสดุและอนุมัติเบิกจ่ายเงินแล้ว นายก อบต.ตาลชุมจะเป็นผู้รับมอบเช็คสั่งจ่ายเงินแทนเจ้าของร้านค้า
และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ อบต.ไปทำธุรกรรมฝากเงินตามเช็คเข้าบัญชีเจ้าของร้านหรือบัญชีของร้าน แล้วเบิกถอนเงินสดหรือกดเงินจากตู้ ATM นำมามามอบให้นายกอบต.ตาลชุม
โดยใช้สมุดบัญชีเงินฝากและบัตร ATM ของเจ้าของร้านและร้านค้าดังกล่าว ซึ่งนายกอบต.ตาลชุมเป็นผู้ยึดถือครอบครองไว้
เบื้องต้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 6 เสียง เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้น ว่า
1. การกระทำของ นายศราวุธ พุฒตรง นายก อบต.ตาลชุม มีมูลความผิดทางอาญา
2. การกระทำของเจ้าของร้านค้า คือ นายธวัชชัย ปันมาละ เจ้าของร้านกิจเจริญเรือง มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด
3. การกระทำของเจ้าหน้าที่พัสดุ คือ นางสาวกุลนิษฐ์ ใจยศ จากการไต่สวนเบื้องต้น พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่า มีเจตนากระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควร ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ดำเนินการทางวินัย และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป
สำหรับ นายศราวุธ พุฒตรง นอกจากคดีทุจริตต่อหน้าที่ทั้ง 2 คดีนี้แล้ว ในช่วงปี 2566 ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดคดีกล่าวหา ร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่า 14,895,046.93 บาท อีกหนึ่งคดี
ทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบพบประกอบไปด้วย
1. ที่ดิน ตำบลตาลชุม อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จำนวน 1 แปลง มูลค่า 370,000 บาท
2. เงินดาวน์รถยนต์ยี่ห้อ HONDA จำนวน 1 คัน เป็นเงิน 650,000 บาท
3. เงินฝากเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาน้ำปั้ว (ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2557) นอกเหนือจากเงินเดือน ที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่ง โดยมีรายการเงินฝากเข้าบัญชีตั้งแต่ 100,000 บาท ขึ้นไป รวมจำนวน 4,640,346 บาท
4. เงินฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาห้างนราไฮเปอร์มาร์ท (ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2554 จนถึงวันที่ 4 กันยายน 2557) นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่งโดยมีรายการเงินฝากเข้าบัญชีตั้งแต่ 100,000 บาท ขึ้นไป รวมจำนวน 3,375,000 บาท
5. เงินฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเวียงสา (ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2557) นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่ง โดยมีรายการเงินฝากเข้าบัญชีตั้งแต่ 100,000 บาท ขึ้นไป รวมจำนวน 3,390,000 บาท
6. เงินจำนวน 2,469,700.93 บาท ที่นายศราวุธ เป็นผู้นำฝากเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ของ หจก.เคพี.เอ็นจิเนียริ่ง (999)
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นชอบให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน และให้ส่งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้มีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่งเพื่อสั่งให้พ้นจากตำแหน่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งโดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปีด้วย
ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ศาลฯ มีคำพิพากษาคดีร่ำรวยผิดปกติของ นายศราวุธ พุฒตรง ไปแล้วหรือไม่ รวมถึงกรณีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างและเข้ามีส่วนได้เสียในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 40 โครงการ ในช่วงปี พ.ศ. 2558 – 2562 ด้วย
ขณะที่การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกชี้มูลความผิดยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก
ผลการต่อสู้คดี ในชั้นศาลเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป




