ป.ป.ช. เร่งเครื่อง สางคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เดินหน้าตรวจสอบ 8 แสนกระดาษคำตอบ ชนหลักฐาน สถ. ยืนยันต้นฉบับอยู่ที่ ป.ป.ช.-ไม่หวั่นบิดเบือนข้อมูล ทำลายหลักฐาน-ขยายผลปมจัดทำ TOR เอื้อประโยชน์ ลากผู้บงการ-ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ไม่สนตำแหน่ง ขอเวลาทำงานมั่นใจรอบคอบโปร่งใส พร้อมฟันเด็ดขาดทุกตัวละครที่หลักฐานเชื่อมโยง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในประเด็นความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการท้องถิ่น ในระหว่างการนำคณะลงพื้นที่ที่ จ.สระบุรี โดยมีรายละเอียดดังนี้
เปิดผลสอบคดีทุจริตสอบ: เร่งตรวจสอบเอกสาร 8 แสนใบ พร้อมสาวถึงต้นตอการจัดทำ TOR
รองเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ตอนนี้มีความคืบหน้าในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะกระดาษคำตอบจำนวนกว่า 800,000 ใบ ที่ทาง ป.ป.ช. ได้เข้าตรวจสอบและนำมาเปรียบเทียบกับเอกสารของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งต้นฉบับทั้งหมดขณะนี้อยู่ที่ ป.ป.ช. แล้ว และมั่นใจว่าผลการตรวจจะไม่ยาก เนื่องจากมีฝ่ายผู้เชี่ยวชาญพร้อมดำเนินการ อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณะ ป.ป.ช. จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหลายฝ่ายและคณะกรรมการจากหลายหน่วยงานภายนอกมาร่วมดำเนินการตรวจสอบด้วย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบด้านและปราศจากข้อครหา
รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวยอมรับว่า กระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีทุจริตสอบค่อนข้างละเอียดอ่อน เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานอาจเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย จึงต้องดำเนินงานด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างที่สุด คณะกรรมการไต่สวนเพิ่งมีการประชุมและกระจายงานแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกประเด็น โดยในเบื้องต้นจะดำเนินการตรวจสอบจากพยานหลักฐานกลุ่มใหญ่ๆ ก่อน เนื่องจากในส่วนต้นน้ำของพยานหลักฐานนั้น ทราบหน้าที่ของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องชัดเจนแล้วว่าใครมีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง เพียงแต่ในส่วนที่ยังเป็นปัญหาและต้องสอบสวนเชิงลึกคือการขยายผลไปสู่ผู้มีส่วนร่วมอื่น ๆ ที่อาจซับซ้อนมากกว่า เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่ ป.ป.ช. เคยค้นพบว่ามีการทุจริตสอบที่พัทยาในปี 2564 ซึ่งสังคมตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นขบวนการเดียวกัน และจำเป็นต้องขยายผลไปยังกรณีอื่น ๆ อีกหรือไม่ นายเกียรติศักดิ์กล่าวว่า ในเบื้องต้น ป.ป.ช. ยังคงมุ่งเน้นการสอบสวนไปที่กรณีของปีปัจจุบันที่เรากำลังดำเนินการอยู่เป็นหลัก หากข้อมูลข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานขยายผลไปถึงก็อาจจะมีการพิจารณาเพิ่มเติม แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเชื่อมโยงกับกรณีในปี 2564 หรือไม่
โดยการดำเนินการในวันนี้ก็เป็นไปตามมติของคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายมา ส่วนกรณีที่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ทุจริต 5,925 รายชื่อและส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ นายเกียรติศักดิ์ยืนยันว่า ขณะนี้หลายหน่วยงานกำลังพยายามขับเคลื่อนการตรวจสอบในส่วนของความผิดที่ตนเองรับผิดชอบ แต่ท้ายที่สุดแล้ว หากเป็นเรื่องของการทุจริต ทุกหลักฐานจะถูกรวบรวมและส่งมาที่ ป.ป.ช. เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีรวมเหมือนกับทุกคดี โดย ป.ป.ช. จะรับหลักฐานเหล่านี้เข้ามาพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอน โดยกรอบการไต่สวนหลักของ ป.ป.ช. ในคดีนี้คือ การตรวจสอบว่ามีการทุจริตในการสอบหรือไม่ และหากมี ใครเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดบ้าง
เมื่อถามถึงตัวละครเบื้องหลังที่หลายคนมองว่าอาจจะสาวไปได้ถึงเพียงแค่อดีตอธิบดี สถ. นายเกียรติศักดิ์ชี้แจงว่า จำนวนตัวละครที่เกี่ยวข้องนั้นขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่าไปถึงไหน ซึ่งนอกจากอธิบดีแล้ว ยังมีประเด็นแยกย่อยที่ ป.ป.ช. จะพิจารณาเพิ่มเติมคือ ในเรื่องของการจัดทำร่างขอบเขตงาน (TOR) ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใดหรือไม่ ซึ่งอยู่ในกระบวนการพิจารณาตรวจสอบเช่นกัน
เมื่อถามว่าจะต้องตรวจสอบไปถึงอดีตอธิบดีในยุคที่จัดทำ TOR แล้วเสร็จหรือไม่นั้น รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ย้ำว่า ในการตรวจสอบไต่สวน หากมีข้อบ่งชี้หรือมีพิรุธในส่วนใด ป.ป.ช. ก็จะต้องดำเนินการตรวจสอบไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนสมบูรณ์
สำหรับกรณีที่สื่อมวลชนหลายสำนักได้เปิดเผยรายชื่อ 55 รายชื่อที่ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดนนทบุรี และมีความกังวลว่าการสอบสวนที่ล่าช้าอาจทำให้หลักฐานบางอย่างถูกโยกย้ายหรือทำลายไปก่อนได้ นายเกียรติศักดิ์ยืนยันว่า ในการดำเนินการนั้น ป.ป.ช. ได้แบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องและแบ่งสายการทำงานไว้แล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการรักษาหลักฐานนั้น ประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง เพราะ ป.ป.ช. มีมาตรการและกระบวนการที่รัดกุมในการดูแลหลักฐาน โดยเฉพาะพยานหลักฐานทางเอกสารและข้อมูลต่างๆ ที่ถูกรับมาตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ทำให้โอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือทำลายหลักฐานตามที่เป็นข่าวนั้นมีค่อนข้างน้อยมาก จึงขอให้ประชาชนอดทนและให้เวลา ป.ป.ช. ในการทำงาน เนื่องจากคดีมีความซับซ้อนและมีปริมาณงานค่อนข้างมาก และ ป.ป.ช. มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้ดีที่สุด
พุ่งเป้าทุจริตเชิงระบบ: ล่าผู้บงการขบวนการทุจริตสอบ ไม่จำกัดตำแหน่ง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเป้าหมายของการสอบสวนว่ามีการขยายผลไปถึงนักการเมืองหรือรัฐมนตรีที่อาจมีส่วนร่วมหรือไม่ นายเกียรติศักดิ์กล่าวย้ำว่า ในขณะนี้ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นใคร แต่กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. นั้น หากพยานหลักฐานไปถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับใด หรือแม้แต่รัฐมนตรี ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าหลักฐานจะเชื่อมโยงไปถึงรัฐมนตรีหรือไม่ แต่จะยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ ในส่วนของจังหวัดนนทบุรี ที่มีรายงานว่ามีข้าราชการและผู้เกี่ยวข้องถูกจับกุมจำนวนมาก นายเกียรติศักดิ์อธิบายว่า สาเหตุส่วนใหญ่นั้นมาจากที่หลักฐานและข้อมูลต่าง ๆ ได้พุ่งเป้าไปที่พื้นที่ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ต้องได้หลักฐานที่มั่นใจ มั่นคง และรอบคอบเสียก่อนว่าเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง หากพบว่าเกี่ยวข้องก็จะแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอน แต่หากพยานหลักฐานไปไม่ถึงก็คงจะไม่มีการแจ้งข้อหา เช่นเดียวกับทุกคดีที่ผ่านมา
"หลังจากที่ ป.ป.ช. ได้รับคดีทุจริตสอบมาเป็นคดีพิเศษแล้ว คณะทำงานได้ลงพื้นที่ทำงานกันอย่างหนักทุกวัน และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง" รองเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าว
เมื่อถามถึงบุคคลที่เป็นข่าว เช่น นางสาวส้มและดร.กิตติ์ ที่ปรากฎอยู่ในคลิปเสนอเด็ก นายเกียรติศักดิ์ยืนยันว่า ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่เรียนไว้ตั้งแต่ต้น จะต้องถูก ป.ป.ช. เรียกมาสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด แต่สำหรับกรณีของนางสาวส้มนั้น ตนยังไม่แน่ใจว่าได้มีการเรียกมาสอบสวนแล้วหรือไม่ เนื่องจากตนยังไม่เจอทีมงานมาประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้ว และยังไม่ได้รับการอัปเดตข้อมูลในส่วนนี้
ส่วนกรณีที่บุคคลบางคนอ้างเกี่ยวข้องกับกรรมาธิการ ป.ป.ช. หรือ ดร.กิตติ์ นายเกียรติศักดิ์กล่าวว่าจะต้องดูพยานหลักฐานก่อนว่าบุคคลเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ตนยังไม่แน่ใจในรายละเอียดของคดีนี้เช่นกัน และขอตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งว่าคณะกรรมการมีมติในเรื่องนี้แล้วหรือยัง เนื่องจากตนไม่ได้เข้าออฟฟิศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่อาจเกี่ยวข้อง นายเกียรติศักดิ์ย้ำว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเชิงลึกในการสอบสวน และเชื่อว่าคงไม่ได้ทำคนเดียว ซึ่งหมายถึงมีการขยายผลไปสู่ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียงผู้อำนวยการเท่านั้น
ในประเด็นที่คณะกรรมการที่ตั้งโดยหัวหน้าคณะทนายความได้สรุปผลการตรวจสอบ และจะส่งข้อมูลมาให้ ป.ป.ช. นั้น นายเกียรติศักดิ์กล่าวว่า หากสรุปว่ามีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และ ป.ป.ช. จะนำหลักฐานเหล่านั้นมารวมในสำนวนคดีเพื่อพิจารณาต่อไป โดยประเด็นใดที่สามารถใช้เป็นประโยชน์ในการสอบสวนได้ก็จะนำมาประชุมพิจารณาร่วมกัน
เมื่อถามว่าการรวบรวมพยานหลักฐานของ ป.ป.ช. และตำรวจ ถือว่าเพียงพอที่จะดำเนินการแล้วหรือยัง นายเกียรติศักดิ์ตอบว่า ป.ป.ช. จะพิจารณาภาพรวมทั้งหมด รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และผู้ที่มีชื่อได้รับการบรรจุโดยมีการแก้ไขข้อมูล โดยจะคัดกรองว่าใครเกี่ยวข้องกับความผิดในแต่ละส่วน ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากเพื่อให้ถูกต้องและรอบคอบ
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




