News Logo
หน้าแรก
บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

29 ส.ค. 2569 10:27
ผู้ชม 418 คน

"...นาย ศ.อ้างว่าผู้รับจ้างประสบปัญหาทางการเงิน จึงต้องจ่ายเงินให้ก่อนเพื่อให้นำไปซื้อวัสดุและทำงานต่อ ศาลเห็นว่า เหตุผลดังกล่าวไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นได้ เพราะปัญหาทางการเงินของผู้รับจ้างเป็นเรื่องที่ผู้รับจ้างต้องบริหารจัดการเอง ไม่ใช่เหตุที่ผู้บริหารของรัฐจะนำมาใช้เพื่อสั่งจ่ายเงินค่างานที่ยังไม่เสร็จตามสัญญา..."

งานยังไม่เสร็จ แต่สั่งจ่ายเงินก่อน แม้สุดท้ายงานจะเสร็จและหน่วยงานของรัฐสามารถเรียกค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยคืนได้ ก็ไม่ใช่เหตุที่จะลบล้างการกระทำที่เกิดขึ้นไปแล้ว

นี่คือบทเรียนสำคัญจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.88/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1109/2568 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายเงินของรัฐ

จุดเริ่มต้นของเรื่อง

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลลาดแค อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์

ในปีงบประมาณ 2557 อบต.ลาดแค โดย นาย ศ. ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดแค ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.เกษรอรุณ ก่อสร้าง ให้ก่อสร้างอาคารสำนักงาน อบต.ลาดแค วงเงิน 8,483,000 บาท

สัญญากำหนดให้เริ่มก่อสร้างวันที่ 5 กันยายน 2557 และต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 3 มีนาคม 2558 หากล่าช้าต้องเสียค่าปรับวันละ 8,483 บาท

ช่วงแรก ผู้รับจ้างส่งมอบงานและเบิกจ่ายเงินงวดที่ 1-3 ได้ตามระเบียบ

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ งวดที่ 4-6 ซึ่งเป็น 3 งวดสุดท้าย

ผู้รับจ้างประสบปัญหาทางการเงิน ขาดสภาพคล่องในการจัดหาวัสดุก่อสร้างและหยุดงานไปช่วงหนึ่ง ก่อนจะขอความช่วยเหลือจากนายก อบต. โดยขอให้เบิกเงิน 3 งวดสุดท้ายไปก่อน เพื่อนำเงินไปซื้อวัสดุและเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จ

จุดสำคัญ เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายทักท้วง

วันที่ 12 ตุลาคม 2558 ผู้รับจ้างส่งมอบงานงวดที่ 4-6 พร้อมรับรองว่างานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

แต่เมื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างและช่างควบคุมงานเข้าตรวจสอบในวันที่ 13 ตุลาคม 2558 กลับพบว่า งานยังไม่เสร็จอีกหลายรายการ

ทั้งงานผนัง ประตูหน้าต่าง ฝ้าเพดาน ระบบไฟฟ้า งานทาสี งานปูกระเบื้อง ห้องน้ำ สุขภัณฑ์ และงานอื่น ๆ ยังไม่เป็นไปตามสัญญา

คณะกรรมการตรวจการจ้างจึงมีมติ ไม่รับงานทั้ง 3 งวดสุดท้าย

แต่แทนที่จะระงับการจ่ายเงิน นาย ศ.กลับสั่งการให้ดำเนินการจ่ายเงินแก่ผู้รับจ้าง

เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น

คณะกรรมการตรวจการจ้าง ผู้อำนวยการกองช่าง ช่างควบคุมงาน และเจ้าหน้าที่พัสดุ ทำหนังสือรายงานข้อเท็จจริง

จากนั้น ปลัด อบต.และผู้อำนวยการกองคลัง ก็มีความเห็นให้ระงับการจ่ายเงิน

แต่ นาย ศ.ยังคงยืนยันให้ดำเนินการเบิกจ่าย

เจ้าหน้าที่จึงทักท้วงอีกครั้ง

แต่คำสั่งยังคงเดิม

สุดท้ายจ่ายเงินกว่า 4.98 ล้านบาท

มีการเบิกจ่ายเงินงวดที่ 4-6 รวม 4,983,000 บาท

หลังหักภาษี ณ ที่จ่าย และหักค่าปรับ 222 วัน จำนวน 1,883,226 บาท แล้ว เหลือเงินจ่ายสุทธิ 3,053,203.91 บาท

นาย ศ.อนุมัติจ่ายเงินด้วยเช็คให้แก่ผู้รับจ้างเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2558

แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลัง คือ ผู้รับจ้างเพิ่งก่อสร้างอาคาร เสร็จจริงวันที่ 3 ตุลาคม 2559

เท่ากับว่า หลังมีการจ่ายเงินงวดสุดท้ายไปแล้ว งานยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 355 วัน จึงเสร็จสมบูรณ์

รัฐเรียกค่าปรับคืน แต่คดีไม่ได้จบ

หลังจากนั้น อบต.ลาดแคได้เรียกค่าปรับจากผู้รับจ้างเพิ่มเติมอีก 3,011,465 บาท จากความล่าช้า 355 วัน

เมื่อรวมกับค่าปรับก่อนหน้านี้ ผู้รับจ้างยอมชำระค่าปรับและดอกเบี้ยตามกระบวนการ รวมเป็นเงินจำนวน 5,268,416 บาท

ฝ่ายนาย ศ.จึงต่อสู้ว่า ตนไม่ได้มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้าง

แต่สั่งจ่ายเงินเพราะต้องการให้ผู้รับจ้างมีเงินไปซื้อวัสดุและก่อสร้างต่อ เพื่อให้อาคารสร้างเสร็จ และท้ายที่สุดราชการก็ไม่ได้เสียหาย เพราะสามารถเรียกค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยคืนได้

แต่ศาลไม่ได้มองเช่นนั้น

ป.ป.ช.ชี้มูล-จังหวัดสั่งพ้นตำแหน่ง

คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนข้อเท็จจริง โดยสอบพยานบุคคล 23 ราย

ในจำนวนนี้มีผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.เกษรอรุณ ก่อสร้าง ซึ่งให้ถ้อยคำสอดคล้องกับพยานรายอื่นว่า นาย ศ.กับผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว รู้จักและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี

ป.ป.ช.จึงมีมติว่าการกระทำของนาย ศ.มีมูลความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์มีคำสั่งจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ 2712/2562 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ให้นาย ศ.พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดแค

นาย ศ.ไม่เห็นด้วย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

สู้เรื่องกระบวนการสอบสวน แต่ศาลไม่รับฟัง

นาย ศ.ยังโต้แย้งว่า การสอบสวนอาจไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด รวมถึงอ้างว่าไม่ได้รับแจ้งสิทธิในการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการสอบสวน

แต่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า นาย ศ.ได้รับแจ้งข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างเพียงพอ

รู้ชัดว่าตนถูกกล่าวหาเรื่องอะไร

รู้ว่ามีพยานหลักฐานอะไร

และได้รับโอกาสให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

นาย ศ.ยังขอขยายเวลาชี้แจง และต่อมาได้ยื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมนำพยานหลักฐานมาใช้โต้แย้ง

ศาลจึงเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสในการต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว

ส่วนเรื่องการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการสอบสวน ศาลเห็นว่า แม้เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่ใช่ข้อบกพร่องร้ายแรงถึงขนาดทำให้กระบวนการสอบสวนทั้งหมดเสียไป

ดังนั้น ข้ออ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟังไม่ขึ้น

หัวใจคำพิพากษา: งานเสร็จทีหลัง ไม่ได้ทำให้การจ่ายเงินก่อนถูกต้อง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาประเด็นสำคัญว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอที่จะเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้นาย ศ.พ้นจากตำแหน่งหรือไม่

ศาลเห็นว่า เพียงพอ

เพราะนาย ศ.ในฐานะนายก อบต. ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด มีหน้าที่บริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ

การตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างจึงต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญาและระเบียบราชการ

แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ในวันที่ 13 ตุลาคม 2558

งานยังไม่เสร็จ

คณะกรรมการตรวจการจ้างไม่รับรองงาน

เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายทักท้วง

และมีการขอให้ระงับการจ่ายเงินหลายครั้ง

แต่นาย ศ.ยังคงยืนยันให้จ่ายเงิน

ศาลจึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการ เอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้างได้รับเงินไปก่อน ทั้งที่งานยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา

“ผู้รับจ้างขาดเงิน” ไม่ใช่เหตุให้รัฐจ่ายเงินก่อน

อีกประเด็นที่ศาลวินิจฉัยชัดเจน คือ นาย ศ.อ้างว่าผู้รับจ้างประสบปัญหาทางการเงิน จึงต้องจ่ายเงินให้ก่อนเพื่อให้นำไปซื้อวัสดุและทำงานต่อ

ศาลเห็นว่า เหตุผลดังกล่าวไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นได้

เพราะปัญหาทางการเงินของผู้รับจ้างเป็นเรื่องที่ผู้รับจ้างต้องบริหารจัดการเอง

ไม่ใช่เหตุที่ผู้บริหารของรัฐจะนำมาใช้เพื่อสั่งจ่ายเงินค่างานที่ยังไม่เสร็จตามสัญญา

แม้นาย ศ.จะอ้างว่ามีอำนาจแก้ไขสัญญาได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อราชการ แต่ศาลเห็นว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าวก็ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เมื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างไม่ได้รับรองผลการปฏิบัติงาน นาย ศ.จึงไม่สามารถใช้ดุลพินิจสั่งจ่ายเงิน 3 งวดสุดท้ายไปก่อนได้

ศาลชี้ “ความผิดสำเร็จแล้ว” แม้ภายหลังจะได้เงินคืน

นี่คือจุดที่ถือเป็น หัวใจของคดี

ศาลปกครองสูงสุดระบุโดยสรุปว่า การกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบและสั่งจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างทั้งที่งานยังไม่เสร็จ เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในขณะนั้น

ดังนั้น แม้ภายหลัง

  • ผู้รับจ้างจะก่อสร้างอาคารจนเสร็จ

  • อบต.จะเรียกค่าปรับจากงานล่าช้าได้

  • ผู้รับจ้างจะชำระค่าปรับ

  • หน่วยงานจะได้รับค่าปรับและดอกเบี้ยคืน

ก็ ไม่สามารถทำให้การกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบในตอนแรกกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้

ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่มิชอบเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น และเป็น พฤติการณ์ในทางทุจริตตามกฎหมาย

รวมทั้งเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งให้นาย ศ.พ้นจากตำแหน่งได้

สุดท้าย ศาลปกครองสูงสุด “พิพากษายืน”

นาย ศ.อ้างว่าไม่ได้มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้าง และการดำเนินการทั้งหมดก็เพื่อให้อาคารก่อสร้างเสร็จ ไม่ให้ราชการเสียประโยชน์

แต่ศาลเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

ศาลปกครองสูงสุดเห็นด้วยกับศาลปกครองชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง

พิพากษายืน

ส่งผลให้คำสั่งให้ นาย ศ.พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดแค ยังคงชอบด้วยกฎหมาย

บทเรียนถึงข้าราชการและผู้บริหารท้องถิ่น

คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนายก อบต.คนหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนสำหรับ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่พัสดุ คณะกรรมการตรวจรับงาน และผู้บริหารหน่วยงานรัฐทุกระดับ

เพราะเมื่อเป็น เงินงบประมาณของรัฐ การเบิกจ่ายต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขของสัญญา

ไม่ใช่จ่ายเพราะสงสารผู้รับจ้าง

ไม่ใช่จ่ายเพราะกลัวงานไม่เสร็จ

ไม่ใช่จ่ายเพราะผู้รับจ้างไม่มีเงินซื้อวัสดุ

และไม่ใช่คิดว่า “เดี๋ยวสุดท้ายงานก็เสร็จ ราชการก็ไม่ได้เสียหาย”

เพราะคำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลพิจารณาการกระทำ ณ วันที่มีการใช้อำนาจและสั่งจ่ายเงิน ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ที่สำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหลายฝ่ายเห็นว่าการดำเนินการไม่ถูกต้องและทำหนังสือทักท้วงแล้ว ผู้มีอำนาจควรหยุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้รอบคอบ

ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ทักท้วงก็ควร ทำความเห็นและข้อทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน

เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง เอกสารเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า ใครทักท้วง ใครสั่งการ และใครเป็นผู้อนุมัติ

อุทาหรณ์สั้น ๆ จากคดีนี้

“งานยังไม่เสร็จ อย่าสั่งจ่ายเงิน”

“เจ้าหน้าที่ทักท้วง อย่าเพิกเฉย”

“ผู้รับจ้างขาดสภาพคล่อง ไม่ใช่เหตุให้รัฐจ่ายเงินล่วงหน้า”

และที่สำคัญที่สุด

“แม้ภายหลังงานจะเสร็จและรัฐได้เงินค่าปรับคืน ก็ไม่ได้ลบล้างการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นไปแล้ว”

เพราะสำหรับเงินแผ่นดิน ความตั้งใจดี ไม่สามารถทดแทนการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบได้

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน
ป.ป.ช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 462 ล้าน 'ภัทรพงศ์' รมช.คมนาคม เทียบปี 68 ลดลง 8.4 ล.
ทรัพย์สิน 462 ล้าน 'ภัทรพงศ์' รมช.คมนาคม เทียบปี 68 ลดลง 8.4 ล.