"...นาย ศ.อ้างว่าผู้รับจ้างประสบปัญหาทางการเงิน จึงต้องจ่ายเงินให้ก่อนเพื่อให้นำไปซื้อวัสดุและทำงานต่อ ศาลเห็นว่า เหตุผลดังกล่าวไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นได้ เพราะปัญหาทางการเงินของผู้รับจ้างเป็นเรื่องที่ผู้รับจ้างต้องบริหารจัดการเอง ไม่ใช่เหตุที่ผู้บริหารของรัฐจะนำมาใช้เพื่อสั่งจ่ายเงินค่างานที่ยังไม่เสร็จตามสัญญา..."
งานยังไม่เสร็จ แต่สั่งจ่ายเงินก่อน แม้สุดท้ายงานจะเสร็จและหน่วยงานของรัฐสามารถเรียกค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยคืนได้ ก็ไม่ใช่เหตุที่จะลบล้างการกระทำที่เกิดขึ้นไปแล้ว
นี่คือบทเรียนสำคัญจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.88/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1109/2568 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายเงินของรัฐ
จุดเริ่มต้นของเรื่อง
เรื่องนี้เกิดขึ้นจากโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลลาดแค อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์
ในปีงบประมาณ 2557 อบต.ลาดแค โดย นาย ศ. ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดแค ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.เกษรอรุณ ก่อสร้าง ให้ก่อสร้างอาคารสำนักงาน อบต.ลาดแค วงเงิน 8,483,000 บาท
สัญญากำหนดให้เริ่มก่อสร้างวันที่ 5 กันยายน 2557 และต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 3 มีนาคม 2558 หากล่าช้าต้องเสียค่าปรับวันละ 8,483 บาท
ช่วงแรก ผู้รับจ้างส่งมอบงานและเบิกจ่ายเงินงวดที่ 1-3 ได้ตามระเบียบ
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ งวดที่ 4-6 ซึ่งเป็น 3 งวดสุดท้าย
ผู้รับจ้างประสบปัญหาทางการเงิน ขาดสภาพคล่องในการจัดหาวัสดุก่อสร้างและหยุดงานไปช่วงหนึ่ง ก่อนจะขอความช่วยเหลือจากนายก อบต. โดยขอให้เบิกเงิน 3 งวดสุดท้ายไปก่อน เพื่อนำเงินไปซื้อวัสดุและเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จ
จุดสำคัญ เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายทักท้วง
วันที่ 12 ตุลาคม 2558 ผู้รับจ้างส่งมอบงานงวดที่ 4-6 พร้อมรับรองว่างานเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่เมื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างและช่างควบคุมงานเข้าตรวจสอบในวันที่ 13 ตุลาคม 2558 กลับพบว่า งานยังไม่เสร็จอีกหลายรายการ
ทั้งงานผนัง ประตูหน้าต่าง ฝ้าเพดาน ระบบไฟฟ้า งานทาสี งานปูกระเบื้อง ห้องน้ำ สุขภัณฑ์ และงานอื่น ๆ ยังไม่เป็นไปตามสัญญา
คณะกรรมการตรวจการจ้างจึงมีมติ ไม่รับงานทั้ง 3 งวดสุดท้าย
แต่แทนที่จะระงับการจ่ายเงิน นาย ศ.กลับสั่งการให้ดำเนินการจ่ายเงินแก่ผู้รับจ้าง
เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น
คณะกรรมการตรวจการจ้าง ผู้อำนวยการกองช่าง ช่างควบคุมงาน และเจ้าหน้าที่พัสดุ ทำหนังสือรายงานข้อเท็จจริง
จากนั้น ปลัด อบต.และผู้อำนวยการกองคลัง ก็มีความเห็นให้ระงับการจ่ายเงิน
แต่ นาย ศ.ยังคงยืนยันให้ดำเนินการเบิกจ่าย
เจ้าหน้าที่จึงทักท้วงอีกครั้ง
แต่คำสั่งยังคงเดิม
สุดท้ายจ่ายเงินกว่า 4.98 ล้านบาท
มีการเบิกจ่ายเงินงวดที่ 4-6 รวม 4,983,000 บาท
หลังหักภาษี ณ ที่จ่าย และหักค่าปรับ 222 วัน จำนวน 1,883,226 บาท แล้ว เหลือเงินจ่ายสุทธิ 3,053,203.91 บาท
นาย ศ.อนุมัติจ่ายเงินด้วยเช็คให้แก่ผู้รับจ้างเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2558
แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลัง คือ ผู้รับจ้างเพิ่งก่อสร้างอาคาร เสร็จจริงวันที่ 3 ตุลาคม 2559
เท่ากับว่า หลังมีการจ่ายเงินงวดสุดท้ายไปแล้ว งานยังต้องใช้เวลาอีกประมาณ 355 วัน จึงเสร็จสมบูรณ์
รัฐเรียกค่าปรับคืน แต่คดีไม่ได้จบ
หลังจากนั้น อบต.ลาดแคได้เรียกค่าปรับจากผู้รับจ้างเพิ่มเติมอีก 3,011,465 บาท จากความล่าช้า 355 วัน
เมื่อรวมกับค่าปรับก่อนหน้านี้ ผู้รับจ้างยอมชำระค่าปรับและดอกเบี้ยตามกระบวนการ รวมเป็นเงินจำนวน 5,268,416 บาท
ฝ่ายนาย ศ.จึงต่อสู้ว่า ตนไม่ได้มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้าง
แต่สั่งจ่ายเงินเพราะต้องการให้ผู้รับจ้างมีเงินไปซื้อวัสดุและก่อสร้างต่อ เพื่อให้อาคารสร้างเสร็จ และท้ายที่สุดราชการก็ไม่ได้เสียหาย เพราะสามารถเรียกค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยคืนได้
แต่ศาลไม่ได้มองเช่นนั้น
ป.ป.ช.ชี้มูล-จังหวัดสั่งพ้นตำแหน่ง
คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนข้อเท็จจริง โดยสอบพยานบุคคล 23 ราย
ในจำนวนนี้มีผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.เกษรอรุณ ก่อสร้าง ซึ่งให้ถ้อยคำสอดคล้องกับพยานรายอื่นว่า นาย ศ.กับผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว รู้จักและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี
ป.ป.ช.จึงมีมติว่าการกระทำของนาย ศ.มีมูลความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์มีคำสั่งจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ 2712/2562 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ให้นาย ศ.พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดแค
นาย ศ.ไม่เห็นด้วย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง
สู้เรื่องกระบวนการสอบสวน แต่ศาลไม่รับฟัง
นาย ศ.ยังโต้แย้งว่า การสอบสวนอาจไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด รวมถึงอ้างว่าไม่ได้รับแจ้งสิทธิในการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการสอบสวน
แต่ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า นาย ศ.ได้รับแจ้งข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างเพียงพอ
รู้ชัดว่าตนถูกกล่าวหาเรื่องอะไร
รู้ว่ามีพยานหลักฐานอะไร
และได้รับโอกาสให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
นาย ศ.ยังขอขยายเวลาชี้แจง และต่อมาได้ยื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมนำพยานหลักฐานมาใช้โต้แย้ง
ศาลจึงเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสในการต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว
ส่วนเรื่องการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการสอบสวน ศาลเห็นว่า แม้เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่ใช่ข้อบกพร่องร้ายแรงถึงขนาดทำให้กระบวนการสอบสวนทั้งหมดเสียไป
ดังนั้น ข้ออ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟังไม่ขึ้น
หัวใจคำพิพากษา: งานเสร็จทีหลัง ไม่ได้ทำให้การจ่ายเงินก่อนถูกต้อง
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาประเด็นสำคัญว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเพียงพอที่จะเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้นาย ศ.พ้นจากตำแหน่งหรือไม่
ศาลเห็นว่า เพียงพอ
เพราะนาย ศ.ในฐานะนายก อบต. ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด มีหน้าที่บริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ
การตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างจึงต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญาและระเบียบราชการ
แต่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ในวันที่ 13 ตุลาคม 2558
งานยังไม่เสร็จ
คณะกรรมการตรวจการจ้างไม่รับรองงาน
เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายทักท้วง
และมีการขอให้ระงับการจ่ายเงินหลายครั้ง
แต่นาย ศ.ยังคงยืนยันให้จ่ายเงิน
ศาลจึงเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการ เอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้างได้รับเงินไปก่อน ทั้งที่งานยังไม่แล้วเสร็จตามสัญญา
“ผู้รับจ้างขาดเงิน” ไม่ใช่เหตุให้รัฐจ่ายเงินก่อน
อีกประเด็นที่ศาลวินิจฉัยชัดเจน คือ นาย ศ.อ้างว่าผู้รับจ้างประสบปัญหาทางการเงิน จึงต้องจ่ายเงินให้ก่อนเพื่อให้นำไปซื้อวัสดุและทำงานต่อ
ศาลเห็นว่า เหตุผลดังกล่าวไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นได้
เพราะปัญหาทางการเงินของผู้รับจ้างเป็นเรื่องที่ผู้รับจ้างต้องบริหารจัดการเอง
ไม่ใช่เหตุที่ผู้บริหารของรัฐจะนำมาใช้เพื่อสั่งจ่ายเงินค่างานที่ยังไม่เสร็จตามสัญญา
แม้นาย ศ.จะอ้างว่ามีอำนาจแก้ไขสัญญาได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อราชการ แต่ศาลเห็นว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าวก็ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
เมื่อคณะกรรมการตรวจการจ้างไม่ได้รับรองผลการปฏิบัติงาน นาย ศ.จึงไม่สามารถใช้ดุลพินิจสั่งจ่ายเงิน 3 งวดสุดท้ายไปก่อนได้
ศาลชี้ “ความผิดสำเร็จแล้ว” แม้ภายหลังจะได้เงินคืน
นี่คือจุดที่ถือเป็น หัวใจของคดี
ศาลปกครองสูงสุดระบุโดยสรุปว่า การกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบและสั่งจ่ายเงินให้ผู้รับจ้างทั้งที่งานยังไม่เสร็จ เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในขณะนั้น
ดังนั้น แม้ภายหลัง
ผู้รับจ้างจะก่อสร้างอาคารจนเสร็จ
อบต.จะเรียกค่าปรับจากงานล่าช้าได้
ผู้รับจ้างจะชำระค่าปรับ
หน่วยงานจะได้รับค่าปรับและดอกเบี้ยคืน
ก็ ไม่สามารถทำให้การกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบในตอนแรกกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้
ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่มิชอบเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น และเป็น พฤติการณ์ในทางทุจริตตามกฎหมาย
รวมทั้งเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งให้นาย ศ.พ้นจากตำแหน่งได้
สุดท้าย ศาลปกครองสูงสุด “พิพากษายืน”
นาย ศ.อ้างว่าไม่ได้มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้าง และการดำเนินการทั้งหมดก็เพื่อให้อาคารก่อสร้างเสร็จ ไม่ให้ราชการเสียประโยชน์
แต่ศาลเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น
ศาลปกครองสูงสุดเห็นด้วยกับศาลปกครองชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง
พิพากษายืน
ส่งผลให้คำสั่งให้ นาย ศ.พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดแค ยังคงชอบด้วยกฎหมาย
บทเรียนถึงข้าราชการและผู้บริหารท้องถิ่น
คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนายก อบต.คนหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนสำหรับ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่พัสดุ คณะกรรมการตรวจรับงาน และผู้บริหารหน่วยงานรัฐทุกระดับ
เพราะเมื่อเป็น เงินงบประมาณของรัฐ การเบิกจ่ายต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขของสัญญา
ไม่ใช่จ่ายเพราะสงสารผู้รับจ้าง
ไม่ใช่จ่ายเพราะกลัวงานไม่เสร็จ
ไม่ใช่จ่ายเพราะผู้รับจ้างไม่มีเงินซื้อวัสดุ
และไม่ใช่คิดว่า “เดี๋ยวสุดท้ายงานก็เสร็จ ราชการก็ไม่ได้เสียหาย”
เพราะคำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาลพิจารณาการกระทำ ณ วันที่มีการใช้อำนาจและสั่งจ่ายเงิน ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ที่สำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหลายฝ่ายเห็นว่าการดำเนินการไม่ถูกต้องและทำหนังสือทักท้วงแล้ว ผู้มีอำนาจควรหยุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้รอบคอบ
ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ทักท้วงก็ควร ทำความเห็นและข้อทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน
เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง เอกสารเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า ใครทักท้วง ใครสั่งการ และใครเป็นผู้อนุมัติ
อุทาหรณ์สั้น ๆ จากคดีนี้
“งานยังไม่เสร็จ อย่าสั่งจ่ายเงิน”
“เจ้าหน้าที่ทักท้วง อย่าเพิกเฉย”
“ผู้รับจ้างขาดสภาพคล่อง ไม่ใช่เหตุให้รัฐจ่ายเงินล่วงหน้า”
และที่สำคัญที่สุด
“แม้ภายหลังงานจะเสร็จและรัฐได้เงินค่าปรับคืน ก็ไม่ได้ลบล้างการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นไปแล้ว”
เพราะสำหรับเงินแผ่นดิน ความตั้งใจดี ไม่สามารถทดแทนการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบได้
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน
@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม
@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก
@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา
@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?
@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก
@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้




