News Logo
หน้าแรก
'ยิ่งลักษณ์'ต้องชดใช้ข้าวจีทูจี1หมื่นล. ศาลปค.สูงสุดยืนไม่รับ

'ยิ่งลักษณ์'ต้องชดใช้ข้าวจีทูจี1หมื่นล. ศาลปค.สูงสุดยืนไม่รับ

23 ก.ย. 2569 16:37
ผู้ชม 22 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามชั้นต้นไม่รับคำขอ 'ยิ่งลักษณ์' ที่ให้พิจารณาคดีใหม่ กรณีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากการขายข้าวจีทูจีกว่า 1 หมื่นล้าน
สำนักข่าว Next News  รายงานเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ว่า ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 1011/2569  ระหว่าง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพวกรวม 2 คน ผู้ฟ้องคดี นายกรัฐมนตรี  (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ) กับพวกรวม 9 คน ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ โดยมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณา

กรณีสืบเนื่องมาจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อผ.160-163/2568  คดีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559  ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวฯ และศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดเกินกว่า 10,028,861,880.83 บาท

โดยศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นต้องพิจารณาว่า หนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญหรือไม่

เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อความของหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อ้างถึง เป็นหนังสือที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงผู้ฟ้องคดีที่ 1 สรุปความว่า คำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559  ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 เรื่อง ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 6 ราย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้ดำเนินการถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งบางรายได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุด

คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งเท่านั้น ไม่มีการใช้บังคับคำสั่งกับบุคคลอื่นเห็นว่า เนื้อหาข้อความของหนังสือกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าวเป็นการตอบข้อหารือระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับมาตรการบังคับทางปกครองตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559  ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 6 ราย ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กระทรวงพาณิชย์ ในกรณีทุจริตเกี่ยวกับกระบวนการเกี่ยวกับการนำข้าวของรัฐไปจำหน่ายในโครงการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ตามสัญญาทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งมิใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ดังนั้น หนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 จึงมิใช่พยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ส่วนประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดพิจารณากำหนดสัดส่วนความรับผิดให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนร้อยละ 50 โดยคิดจากฐานความเสียหายตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559  ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในบังคับของคำสั่งดังกล่าว และกรณีที่อ้างว่าศาลปกครองสูงสุดนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560  และ อม.179/2560 และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 2-3/2562 ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 ซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ 1 มิใช่คู่ความในคดีอาญาดังกล่าว และเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่กระทรวงการคลังออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น

เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึง ปีการผลิต 2556/57 มีกรณีการทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอน อันได้แก่ การตรวจสอบคุณสมบัติและการรับรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การนำข้าวไปจำนำ การเก็บรักษาข้าวเปลือกในโรงสีและโกดังกลาง การสวมสิทธิชาวนา การนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึง ปีการผลิต 2556/57 จึงครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมด ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการรับจำนำข้าวเปลือกและขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ด้วย ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดี ทั้งในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคำคู่ความที่คู่กรณีได้ยื่นต่อศาลแล้ว

ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 75  วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
"การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณา นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น"คำสั่งศาลปกครองสูงสุดระบุ

รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 คดีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร อดีตสามี ร่วมกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ) ผู้ถูกฟ้องที่ 1 กับพวกรวม 9 คน ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เรื่องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 35,717,273,028.23 บาท กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังดังกล่าว เฉพาะส่วนที่ให้นางสาวยิ่งลักษณ์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 10,028,861,880.83 บาท โดยให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกว่า 1 หมื่นล้านบาทนั้น

ต่อมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำขอไว้พิจารณา นางสาวยิ่งลักษณ์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของนางสาวยิ่งลักษณ์

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตปลัด ทต.จัตุรัส ซอยย่อยสัญญาถนน เอื้อวิธีพิเศษ
ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตปลัด ทต.จัตุรัส ซอยย่อยสัญญาถนน เอื้อวิธีพิเศษ