"...แม้ตามเอกสารดังกล่าวในหน้าที่ 178 จะแสดงรูปโปรไฟล์ระบุชื่อ ธนาวุฒิ แสงอรุณ ซึ่งเป็นชื่อและชื่อสกุลของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ตาม แต่ผู้ร้องมิได้นำพยานเข้าไต่สวนหรืออ้างพยานเอกสารว่าผู้ร้องได้ตรวจสอบยืนยันว่าบัญชีการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 จริงหรือไม่ ...ทั้งที่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะกรรมการดังกล่าวก็มิได้ซักถามให้ได้ความแน่ชัดว่าบัญชีการใช้งานแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าว เป็นบัญชีการใช้งานของผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ ..."
หมายเหตุ : สำนักข่าว Next News รายงานข่าวไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ ผู้คัดค้าน 2 ซึ่งเป็นบุคคลที่มิใช่ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา และให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของ นายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้คัดค้านที่ 1 จัดหาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อให้เลือกบุคคลตามที่กำหนด โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทน เป็นการกระทำทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 (คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 72/2569)
คดีนี้สืบเนื่องจาก ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง ได้รับคำร้องจาก นายสมเกียรตินัยวิกุล แต้ฐิติพงศ์ หรือ นายสมเกียรติเชยนัยวิกุลนาถโศลวัฒน์ แต้ฐิติพงศ์ปัญชะเรติ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ว่ามีผู้ติดต่อนายสมเกียรตินัยวิกุลให้เข้าประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี เพื่อวางแผนเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่ม ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อลงคะแนนให้แก่กัน ระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย.2567 นายภูมิพัฒน์ เหล็กดีพิสุทธิ ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวแทนของ นายสมเกียรตินัยวิกุลเข้าร่วมประชุมที่โรงแรมดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2567 ต่อมา นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ ผู้คัดค้าน 2 ให้นายภูมิพัฒน์ชักชวนนายสมเกียรตินัยวิกุลไปรับประทานอาหารที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี เสนอเงินให้แก่ทุกคนคนละ 200,000 บาท และเสนอเงินให้ นายสมเกียรตินัยวิกุล 10 ล้านบาท โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กำกับดูแลในการให้เงินดังกล่าว มีข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชั่นไลน์ระหว่างนายสมเกียรตินัยวิกุลกับผู้คัดค้านที่ 1
คำพิพากษาระบุว่า พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาไต่สวน มีน้ำหนักน่าเชื่อรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้นายสมเกียรตินัยวิกุล นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก พรศรีมา นางรัชนี บุตรรัตน์ และนายธานินทร์ หาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อให้เพื่อให้เลือกบุคคลตามที่กำหนด โดยสัญญาวว่าจะให้ผลตอบแทน ฟังได้เป็นการกระทำทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนยังไม่พอฟังว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62

ภาพประกอบรายงาน
ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิฯ10 ปี ‘สัจจพงษ์’ตัวกลางฮั้วสว./เสนอ2 แสน-10 ล.

ภาพประกอบ
ศาลฎีกา วันที่ 21 เดือน กันยายน พุทธศักราช 2569 ความคดีเลือกตั้ง
ระหว่าง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง
นายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้คัดค้าน ที่ 1
นายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ ผู้คัดค้าน ที่ 2
เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า สืบเนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ให้ไว้ ณ วันที่ 24 เมษายน 2567 และผู้ร้องได้มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำหนดวันเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567
เปิดปมร้องเรียน! ก่อนเลือก สว.ระดับประเทศ พบพิรุธคะแนนซ้ำ-นัดรวมตัวก่อนวันเลือก
ก่อนประกาศผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้องได้รับคำร้องจาก นายสมเกียรตินัยวิกุล แต้ฐิติพงศ์ ว่า มีผู้ติดต่อให้เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เพื่อวางแผนเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อลงคะแนนให้แก่กัน ระหว่างวันที่ 20 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2567
นายภูมิพัฒน์ เหล็กดีพิสุทธิ์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับจังหวัด จังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวแทนของนายสมเกียรตินัยวิกุลเข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส วันที่ 22 มิถุนายน 2567 นายสมเกียรตินัยวิกุล ลงทะเบียนเป็นผู้เข้าพักที่โรงแรมดังกล่าว
ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ให้นายภูมิพัฒน์เข้าชวนนายสมเกียรตินัยวิกุลไปรับประทานอาหารที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี
ผู้คัดค้านที่ 2 เสนอให้เงินแก่ทุกคน คนละ 200,000 บาท และเสนอเงินให้นายสมเกียรตินัยวิกุล 10,000,000 บาท โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กำกับดูแลในการให้เงินดังกล่าว ตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ระหว่างนายสมเกียรตินัยวิกุลกับผู้คัดค้านที่ 1
ชั้นไต่สวนผู้คัดค้านที่ 1 ให้ถ้อยคำยอมรับว่าถูกชักชวนให้ไปจัดหาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมาประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และประสงค์จะรับเงินส่วนแบ่งจากผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศที่เข้าร่วมประชุมวางแผนการเลือก
ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือคนกลางชักชวนหรือชักจูงให้ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมาที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี เพื่อสมคบคิดวางแผนหรือจัดเตรียมในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อลงคะแนน หรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
โดยมีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) หรือเพื่อสมยอมกันในการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันมิได้เป็นการลงคะแนนเลือกกันเองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 11 และมาตรา 33 เป็นการทุจริตการเลือกทำให้การเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226
การกระทำดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือกและทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามมาตรา 62
ผู้ร้องจึงมีคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 614/2568 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยื่นคำคัดค้าน
ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่มีส่วนได้เสียจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านที่ 2 ไปพบปะและรับประทานอาหาร แต่ไม่ใช่การจัดประชุมหรือวางแผนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มิได้จัด ทำ ให้ เสนอให้หรือสัญญาจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้มีสิทธิเลือกหรือบุคคลใดเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด
ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 2 ให้เงินหรือเกี่ยวข้องกับการให้เงิน ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ใช่ผู้ริเริ่ม ไม่ใช่ผู้สั่งการ ไม่ใช่ผู้ให้ผลประโยชน์ หรือมีบทบาทเป็นตัวกลางหรือผู้จัดการอันจะเป็นการกระทำความผิดในลักษณะขบวนการหรือเครือข่าย
ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหรือข้อความการสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ การสนทนาดังกล่าวมิได้มีเนื้อหาแสดงถึงการให้ เสนอให้หรือสัญญาจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภา ขอให้ยกคำร้อง
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567
ต่อมาผู้ร้องมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เรื่อง กำหนดวันเลือกและวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำหนดวันเลือกระดับอำเภอวันที่ 9 มิถุนายน 2567 วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ 16 มิถุนายน 2567 และวันเลือกระดับประเทศวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 นายสมเกียรตินัยวิกุล แต้ฐิติพงศ์ หรือนายสมเกียรติเชยนัยวิกุลนาถโคตรสวัสดิ์ แตฐิติพงศ์ปัญจะเรติ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศได้ยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 มีพิรุธ มีคะแนนซ้ำกันเป็นจำนวนมากและก่อนวันเลือกมีบุคคลไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลโทรศัพท์แจ้งให้นายสมเกียรตินัยวิกุลเข้าร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส และเสนอให้เงินนายสมเกียรตินัยวิกุลจำนวน 100,000 บาท
วงอาหาร “นิตยาไก่ย่าง” จุดสำคัญคดี พยานเล่าปมชวนหาคน-พูดถึงค่าตอบแทน
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลา 19 นาฬิกา ผู้คัดค้านที่ 2 นายสมเกียรตินัยวิกุล นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก พรศรีมา และนางรัชนี บุตรรัตน์ ไปร่วมรับประทานอาหาร ที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี
คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หรือไม่
ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2 นั้น
เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
“เมื่อคณะกรรมการประกาศผลการเลือกตามมาตรา 42 วรรคสอง แล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น”
บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุเฉพาะผู้สมัครรับเลือกได้กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ใด ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาเช่นเดียวกับผู้คัดค้านที่ 2 ด้วย
ดังนั้น เมื่อได้ความตามที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 จูงใจให้นายสมเกียรตินัยวิกุลผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หรือไม่
ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยสำหรับการกระทำของผู้คัดค้านที่ 2 เสียก่อน ซึ่งทางไต่สวนได้ความจากคำเบิกความของพยานผู้ร้อง นายสมเกียรตินัยวิกุล นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก และนางรัชนี สอดคล้องกันว่า นายสมเกียรตินัยวิกุล เคยพบกับผู้คัดค้านที่ 2 มาก่อน และมีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้คัดค้านที่ 2
ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2567 นายสมเกียรตินัยวิกุลได้รับการติดต่อจากผู้คัดค้านที่ 2 ให้ไปรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี
ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน 2567 นายสมเกียรตินัยวิกุล พร้อมด้วยนายภูมิพัฒน์ไปพบนายดิเรกซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศและนางรัชนีที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม นายสมเกียรตินัยวิกุล จึงชักชวนให้บุคคลทั้งสองไปร่วมรับประทานอาหารกับผู้คัดค้านที่ 2 ที่ร้านอาหารดังกล่าว เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ
เมื่อไปถึงร้านอาหารพบผู้คัดค้านที่ 2 นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว โดยมีทีมงานของผู้คัดค้านที่ 2 นั่งรออยู่ด้วย นายสมเกียรตินัยวิกุล นายดิเรก และนางรัชนีนั่งตรงข้ามกับผู้คัดค้านที่ 2 ส่วนนายภูมิพัฒน์นั่งถัดจากผู้คัดค้านที่ 2 ประมาณ 2 คน
ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้หาบุคคลที่มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อให้ลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศตามที่กำหนด
ข้อเสนอ “หาคน 40–50 คน” ก่อนโยงประชุมโรงแรมปทุมธานีเพลส
โดยผู้คัดค้านที่ 2 พูดกับนายสมเกียรตินัยวิกุลและนางรัชนีว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ และแจ้งกับนายดิเรกว่า หากอยากได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้นายดิเรกหาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมา 40 ถึง 50 คน
หากหามาได้ผู้คัดค้านที่ 2 จะพูดคุยทำความตกลงกับบุคคลเหล่านั้นให้ลงคะแนนเลือกนายดิเรกกับนายสมเกียรตินัยวิกุล
แล้วผู้คัดค้านที่ 2 พูดต่อไปว่าจะดูแลผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศตามที่นายดิเรกจัดหามาได้ ซึ่งนายดิเรกเบิกความว่า คำว่า ดูแล ของผู้คัดค้านที่ 2 หมายความว่า จะจัดการค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเงินก้นถุงบางส่วน
ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ชักชวนให้นายสมเกียรตินัยวิกุล นายดิเรก และนางรัชนีเข้าพักและร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลสในวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ซึ่งมีนายสมเกียรตินัยวิกุลกับนางรัชนีเข้าพักและร่วมประชุมที่โรงแรมปทุมธานีเพลส
โดยนางรัชนีเบิกความว่า หลังจากร่วมรับประทานอาหารกับผู้คัดค้านที่ 2 ที่ร้านอาหารนิตยาไก่ย่างแล้ว นางรัชนีได้เพิ่มผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์
หลังจากนั้น นางรัชนีติดต่อพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 2 เรื่อยมา ตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์
นายสมเกียรตินัยวิกุลให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนตามบันทึกถ้อยคำผู้ร้อง ส่วนนายดิเรก นายภูมิพัฒน์ และนางรัชนี ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ตามบันทึกถ้อยคำพยาน
ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลหนึ่ง
ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความในชั้นไต่สวนว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 ก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลหนึ่ง โดยไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด นัดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ไปรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี
เมื่อไปถึงพบว่ามีบุคคลหลายคนนั่งรออยู่แล้ว และยกมือเรียกให้ผู้คัดค้านที่ 2 ไปร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน และให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกร้องที่ 2 เห็นว่า นายสมเกียรตินัยวิกุล นายดิเรก และนางรัชนี พยานผู้ร้องเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ได้ร่วมรับประทานอาหารกับผู้คัดค้านที่ 2 โดยพยานทั้งสามนั่งตรงข้ามกับผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมได้ยินคำพูดของผู้คัดค้านที่ 2 ชัดเจน และพยานผู้ร้องทั้งสามปากเบิกความตรงกันว่าผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้หาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อลงคะแนนให้ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศตามที่จะตกลงกันโดยจะมีค่าตอบแทนให้
ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ได้ไปรับประทานอาหารร่วมกับนายสมเกียรตินัยวิกุล นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก และนางรัชนี ที่ร้านอาหารนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี
แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเบิกความยืนยันว่าเป็นการพบปะพูดคุยตามปกติทั่วไป มิได้เป็นการประชุมลับ มิได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ และไม่ได้เสนอว่าจะให้เงิน 20,000 บาท หรือ 200,000 บาท เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศก็ตาม
แต่นายสมเกียรตินัยวิกุลและนางรัชนีพยานผู้ร้องยืนยันว่า ผู้คัดค้านที่ 2 พูดว่าจะมอบค่าตอบแทนให้แก่บุคคลทั้งสอง
แม้นายสมเกียรตินัยวิกุลอาจมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านที่ 2 เนื่องจากไม่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเป็นผู้ร้องเรียนต่อผู้ร้องตามหนังสือเรื่อง ร้องคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ
แต่นางรัชนีมิได้เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ไม่มีส่วนได้เสียกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศดังกล่าว
นางรัชนีจึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้เบิกความปรักปรำผู้คัดค้านที่ 2 เชื่อว่านางรัชนีเบิกความตามความจริงที่เกิดขึ้นที่ร้านอาหารดังกล่าว ทั้งปรากฏตามบันทึกถ้อยคำพยานว่า นางรัชนีจำได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ได้เสนอเงิน หรือทรัพย์สินให้แก่นางรัชนี นายดิเรก และนายสมเกียรตินัยวิกุล เพียงแต่จำไม่ได้ว่าจำนวนเท่าใด
คำเบิกความของนางรัชนีจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะมีนายสุโท สร้างคำ เบิกความว่า ได้ไปร่วมรับประทานอาหารกับผู้คัดค้านที่ 2 นายสมเกียรตินัยวิกุลกับบุคคลอื่นอีก 4 ถึง 5 คน และไม่ได้ยินว่าผู้คัดค้านที่ 2 จะมีการพูดคุยเรื่องที่ผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด เป็นการพูดคุยปกติทั่วไป ไม่ได้ยินว่าผู้คัดค้านที่ 2 เสนอให้ทรัพย์สินหรือให้เงินแก่ผู้ใด
แต่ไม่ปรากฏว่านายสุโทนั่งอยู่ใกล้ชิดกับผู้คัดค้านที่ 2 ที่สามารถได้ยินบทสนทนาของผู้คัดค้านที่ 2 กับนายสมเกียรตินัยวิกุลและนางรัชนีโดยตลอดหรือไม่ จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 มิได้แจ้งแก่นายสมเกียรตินัยวิกุลและนางรัชนีเช่นนั้น
อ้างถูกนัดพบก่อนวันเลือก-ให้จัดหาผู้มีสิทธิเลือกภายใน 15.00 น.
นอกจากนี้แล้ว ผู้ร้องยังมีนายธานินทร์ จันทโรบล ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ กลุ่มที่ 12 เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา พยานได้พบผู้คัดค้านที่ 2 ที่โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ ห้อง 302 จังหวัดนนทบุรี
ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้พยานจัดหาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศภายในเวลา 15 นาฬิกา ของวันดังกล่าวเพื่อออกโพยการเลือกในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ โดยพยานและผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับการเป็นเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ สนทนาผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของพยาน เลขหมาย 08 0182 XXX
ผู้คัดค้านที่ 2 ส่งโพยการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศให้แก่พยานทางแอปพลิเคชันไลน์ ปรากฏว่าผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ กลุ่มที่ 12 หมายเลข 22 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่พยานไม่ได้รับเลือก
พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาไต่สวนมีน้ำหนักน่าเชื่อรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งให้นายสมเกียรตินัยวิกุล นายภูมิพัฒน์ นายดิเรก นางรัชนี และนายธานินทร์ หาผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเพื่อให้เลือกบุคคลตามที่กำหนด โดยสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทน
ฟังได้ว่าเป็นการกระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 2
คำวินิจฉัย“ธนาวุฒิ” ไฉนศาลฯ ยกคำร้อง
คดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 1 ทางไต่สวนผู้ร้องมีเพียงนายสมเกียรตินัยวิกุลเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 23 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2567 พยานเข้าพักที่โรงแรมปทุมธานีเพลส ตามคำชักชวนของผู้คัดค้านที่ 2 ในวันดังกล่าวเวลา 20 ถึง 21 นาฬิกา พยานพบผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งว่าจะมอบค่าใช้จ่ายให้แก่พยาน 100,000 บาท ซึ่งพยานให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนรวมสามครั้ง ตามบันทึกถ้อยคำผู้ร้อง
โดยการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 พยานได้ให้ถ้อยคำว่า มีบุคคลที่พยานไม่รู้จักชื่อและชื่อสกุล เสนอเงินให้แก่ทุกคนที่ร่วมรับประทานอาหารที่ร้านนิตยาไก่ย่างคนละ 200,000 บาท และเสนอเงินให้พยาน 10,000,000 บาท เนื่องจากพยานมีลูกทีม 80 คน ที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ
โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเงินทุนสำหรับจ่ายเงิน และเมื่อผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศมาลงทะเบียนเข้าพักที่โรงแรมปทุมธานีเพลส จะมีบุคคลเรียกให้เข้าไปรับเงินโดยจ่ายเป็นเงินสด คนละ 100,000 บาท โดยบุคคลที่จ่ายเงินดังกล่าว พยานไม่ขอเอ่ยนาม
ส่วนที่พยานให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ตามบันทึกถ้อยคำผู้ร้อง ได้ความว่า พยานได้มอบภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ส่วนตัวระหว่างพยานกับผู้คัดค้านที่ 1 ให้แก่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน
ให้ข้อเสนอเพียบแจก 1.5 ล้าน -รถตู้ 1 คันตลอด 5 ปีราคา 3 ล้านขึ้นไป
ซึ่งปรากฏข้อความที่ผู้คัดค้านที่ 1 ส่งให้พยานว่า ตกลงรายงานตัวอยู่ในกลุ่มของเราสำหรับผู้ที่ได้เป็น สว.
1. จัดการให้ 1.5 ล้านระดับแรก
2. จัดรถตู้ให้ 1 คันตลอด 5 ปีราคา 3 ล้านขึ้นไป
3. จัดเด็กบริการบอดี้การ์ด 2 คนต่อสว. คน 1 พร้อมชุดเครื่องแบบ 4 ชุด ตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์
คณะกรรมการสืบสวน/ไต่สวนกกต.ไม่ซักถามข้อมูลสำคัญ
เห็นว่า แม้ตามเอกสารดังกล่าวในหน้าที่ 178 จะแสดงรูปโปรไฟล์ระบุชื่อ ธนาวุฒิ แสงอรุณ ซึ่งเป็นชื่อและชื่อสกุลของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ตาม
แต่ผู้ร้องมิได้นำพยานเข้าไต่สวนหรืออ้างพยานเอกสารว่าผู้ร้องได้ตรวจสอบยืนยันว่าบัญชีการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 จริงหรือไม่
ทั้งที่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะกรรมการดังกล่าวก็มิได้ซักถามให้ได้ความแน่ชัดว่าบัญชีการใช้งานแอปพลิเคชันไลน์ดังกล่าว เป็นบัญชีการใช้งานของผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ และภาพถ่ายข้อความสนทนาดังกล่าวเป็นการสนทนาระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับพยานจริงหรือไม่ ตามบันทึกถ้อยคำผู้ถูกร้องที่ 1
ดังนั้น การจะรับฟังข้อความตามภาพถ่ายข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นโทษแก่ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ถนัดนัก
แม้ในชั้นไต่สวนนายสมเกียรตินัยวิกุลพยานผู้ร้องเบิกความยืนยันต่อศาลว่า ผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งว่าจะมอบเงินให้ 100,000 บาท ก็ตาม
คำให้การเรื่องเงิน “100,000 บาท” ไม่ตรงกัน ศาลชี้หลักฐานยังไม่พอฟัง
แต่ข้อเท็จจริงนี้พยานกลับมิได้ให้ถ้อยคำไว้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ซึ่งถ้อยคำที่พยานให้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ครั้งที่ 1 ระบุว่า บุคคลที่จ่ายเงินดังกล่าว พยานไม่ขอเอ่ยนาม ส่วนในการให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ครั้งที่ 2 ระบุว่า บุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินจำนวน 100,000 บาท ให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ มาจากพรรคการเมืองหนึ่ง พรรคสีแดง และหม่อมกิตติ (ชื่อเล่นอู๋) ไม่ทราบชื่อสกุล
การให้ถ้อยคำของพยานต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนทั้งสองครั้ง ไม่ปรากฏว่าบุคคลที่จะจ่ายเงินให้แก่พยานคือผู้คัดค้านที่ 1
คำเบิกความของพยานผู้ร้องในชั้นไต่สวนและถ้อยคำที่พยานให้ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจึงแตกต่างไม่สอดคล้องกัน ไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้แจ้งกับพยานว่าจะเป็นผู้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่พยานจริง
พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนยังไม่พอฟังว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62
บทสรุปคดี! “สัจจพงษ์” ถูกเพิกถอนสิทธิสมัคร 10 ปี – “ธนาวุฒิ” ยกคำร้อง
พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายสัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ให้ยกคำร้องของผู้ร้องในส่วนของนายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้คัดค้านที่ 1
************
อนึ่งสำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ นายสัจจพงษ์ มีรายงานข่าวแจ้งไปแล้วว่า เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด เคยเปิดตัวขออาสาเป็นว่าที่ผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ส่วนนายธนาวุฒิ แสงอรุณ เป็นผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับจังหวัดมหาสารคาม

ภาพประกอบรายงาน
อ่านประกอบ :




