News Logo
หน้าแรก
เบื้องลึก! ก.พ.วางหลักใหม่ป.ป.ช.ชี้มูลวินัย-กรณีศึกษาไล่ออกอดีตผู้ว่าฯ

เบื้องลึก! ก.พ.วางหลักใหม่ป.ป.ช.ชี้มูลวินัย-กรณีศึกษาไล่ออกอดีตผู้ว่าฯ

2 พ.ย. 2569 13:57
ผู้ชม 219 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เปิดเบื้องหลังสำนักงาน ก.พ. ออกหนังสือเวียนถึงทุกกระทรวง กรม และจังหวัด หลังหน่วยงานรัฐแห่หารือปมอำนาจ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัย ย้ำกรณีชี้มูลฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบโดยไม่ชี้มูลฐานทุจริต ไม่ผูกพันผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษตามโดยอัตโนมัติ ย้อนคดีอดีตผู้ว่าฯ ถูกไล่ออกปมอนุมัติสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่งในพื้นที่ป่า ก่อนศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษ พร้อมให้คืนสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย

สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ได้ออกหนังสือเวียนถึงกระทรวง กรม และจังหวัดทั่วประเทศ เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา 54 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีสาระสำคัญอยู่ที่กรณี ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แต่ไม่ได้ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ไม่มีผลผูกพันผู้บังคับบัญชาที่จะต้องพิจารณาลงโทษทางวินัยตามความผิดที่ ป.ป.ช. ชี้มูล ผู้บังคับบัญชายังไม่จำเป็นต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาเป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยด้วย

ล่าสุด แหล่งข่าวจากสำนักงาน ก.พ. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีนี้ ว่า เหตุผลที่ สำนัก ก.พ. ต้องทำหนังสือแจ้งเวียนเรื่องนี้ เป็นเพราะส่วนราชการหารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการทางวินัย ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แต่ไม่ได้ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ว่าผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการอย่างไร เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากที่ผ่านมา ศาลปกครองมีคำพิพากษาว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยฐานอื่น นอกเหนือจากความผิดฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงเกิดประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของ ป.ป.ช. ในการชี้มูลความผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ขณะที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจในการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องดังกล่าว โดยวางหลักว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะใช้อำนาจไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเสียก่อน

หากปรากฏความผิดทางวินัยฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงจะมีหน้าที่และอำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยที่เกี่ยวข้องนั้นได้

ศาลรัฐธรรมนูญยังเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องเดียวกับที่เคยมีแนววินิจฉัยไว้แล้วตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 51/2561 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จำเป็นต้องวินิจฉัยอีก และมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 41/2563 กรณีนี้จึงเป็นการยืนยันหลักการสำคัญว่า อำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช. ไม่ได้ครอบคลุมความผิดทางวินัยทุกฐานโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องมีความผิดมูลฐานตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด หรือเป็นความผิดทางวินัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานดังกล่าว

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีกรณีที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากคือ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ลงโทษไล่อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรายหนึ่งออกจากราชการ เนื่องจากการดำเนินการทางวินัยตามผลการชี้มูลของ ป.ป.ช. ไม่เป็นไปตามขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด

ข้อเท็จจริงคดีระบุว่า อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรายนี้ ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกองทุนพัฒนาชุมชนพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าของจังหวัดโดยได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวน 4 แห่ง ในบริเวณพื้นที่ป่า ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ แต่อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรายนี้ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ กลับไม่ได้สั่งระงับการก่อสร้าง และไม่ได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัย ในฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต รวมทั้งฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ภายหลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้บังคับบัญชา ได้มีคำสั่งลงโทษไล่อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรายนี้ ออกจากราชการตามความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

หลังถูกไล่ออกจากราชการอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรายนี้ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เพื่อขอให้ทบทวนคำสั่งลงโทษดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ก.พ.ค. พิจารณาแล้วมีมติยกอุทธรณ์ ส่งผลให้คำสั่งไล่ออกจากราชการยังคงมีผลบังคับ

อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรายนี้ จึงนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองสูงสุด โดยยื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ลงโทษไล่ออกจากราชการ รวมทั้งขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. ที่ให้ยกอุทธรณ์ ซึ่งคดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1. การใช้อำนาจไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าวหรือไม่ 2. คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและชี้มูลความผิดทางวินัยฐานอื่น นอกเหนือจากความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือไม่

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดกรณีพิพาท อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและพิจารณาข้อกล่าวหาต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

โดยข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจดังกล่าว ได้แก่ ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นมูลความผิดทางวินัย และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ซึ่งเป็นมูลความผิดทางอาญา

ส่วนการชี้มูลความผิดทางวินัยฐานอื่นที่ไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้บังคับบัญชาจะต้องถือเอารายงานและความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยเพื่อดำเนินการลงโทษโดยอัตโนมัติ

สำหรับกรณีของอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรายนี้ ศาลเห็นว่า การชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดทางวินัยฐานอื่นที่ไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่

ดังนั้น ผลการชี้มูลความผิดดังกล่าวจึงไม่ผูกพันปลัดกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยเพื่อพิจารณาลงโทษตามมาตรา 92 แห่งกฎหมาย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542

ขณะเดียวกัน ศาลยังวินิจฉัยว่า การใช้อำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นอำนาจที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มิใช่การใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการใช้อำนาจที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครองได้ และยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตามคำพิพากษา โดยให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยคืนสิทธิประโยชน์แก่อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดรายนี้ ตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนด

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ป.ป.ช.
สำนักงาน ก.พ.
คดีวินัย

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผบช.ก.เร่งสอบเงินบริจาค'องค์กรทำดี'เกือบพันล. สั่งเคลียร์ชัดจันทร์หน้า
ผบช.ก.เร่งสอบเงินบริจาค'องค์กรทำดี'เกือบพันล. สั่งเคลียร์ชัดจันทร์หน้า