News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! รายงานลับ คกก.พิจารณาเพิกถอนปริญญาบัตร ชง สภามธ.ฟัน 'สมชาย'

ฉบับเต็ม! รายงานลับ คกก.พิจารณาเพิกถอนปริญญาบัตร ชง สภามธ.ฟัน 'สมชาย'

8 ก.พ. 2569 15:04
ผู้ชม 602 คน

"...ข้อเท็จจริงของนายสมชาย แสวงการ เนื้อหาในบทที่ 2 บททบทวนวรรณกรรมของวิทยานิพนธ์ตั้งแต่หน้า 38-64 มีข้อความเหมือนกับงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าในลักษณะเหมือนกันคำต่อคำ (รวม 27 หน้า ซึ่งเนื้อหาในบทที่ 2 มีทั้งหมด 47 หน้า) โดยไม่มีการอ้างอิงที่มาของงานวิจัยในตอนแรก แต่มาอ้างอิงผู้ทำวิจัยในภายหลังโดยยังมีข้อความเหมือนเดิม และได้ยื่นขอแก้ไขจนผ่านตามขั้นตอนแล้ว..."

ประเด็นตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก!

กรณีที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 มีมติเห็นชอบให้ถอดถอนปริญญาเอก (ดุษฎีบัณฑิต) สาขาปรัชญา หลักสูตรการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ ของนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลังผลการสอบสวนข้อร้องเรียนพบว่ามีการคัดลอกผลงานทางวิชาการ (Plagiarism) มาใช้ในการทำดุษฎีนิพนธ์จริง

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News นำข้อมูลเบื้องหลังการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนี้ไปแล้วว่า

1. กรณีนี้ที่มีจุดเริ่มต้นในการสอบสวนมาจากสถาบันพระปกเกล้าตรวจสอบพบว่า ในเนื้อหาวิทยานิพนธ์ของนายสมชาย แสวงการ มีข้อความเหมือนกับงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าในลักษณะเหมือนคำต่อคำ จำนวนถึง 27 หน้า โดยมิได้มีการอ้างอิงที่มาของงานวิจัย 

2.รายชื่อคณะกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์เล่มดังกล่าวของนายสมชาย ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ราย ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ (ประธานกรรมการสอบ) ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต (กรรมการและอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก) ศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ (กรรมการสอบ) รองศาสตราจารย์ ดร.สุปรียา แก้วละเอียด (กรรมการสอบ) อาจารย์ ดร.เชาวนะ ไตรมาส (กรรมการสอบ)

3.ความเห็นของคณะกรรมการสอบดุษฎีนิพนธ์ ที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระบุเหตุผลที่ตรวจสอบไม่พบการคัดลอกผลงานไว้ว่า สาเหตุที่ไม่พบการคัดลอกงานก่อนสอบวิทยานิพนธ์เนื่องจากระบบการตรวจความซ้ำซ้อนของมหาวิทยาลัยในขณะนั้น ไม่ได้มีข้อมูลของงานวิจัยสถาบันพระปกเกล้าจึงไม่ได้ทราบข้อมูลนี้ นายสมชายมีความตั้งใจในการอ้างอิงตามปกติวิสัย มิได้มีเจตนาหลบหลีกการอ้างอิงหรือตั้งใจคัดลอกผลงานแต่อย่างใด นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังระบุว่าเนื้อหาวิจัยส่วนที่มีปัญหานั้นปรากฏอยู่ในบทที่ 2 ซึ่งเป็นการทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) ไม่ใช่เนื้อหาหลักของการวิจัย พร้อมทั้งยืนยันว่างานวิจัยเรื่องนี้ยังมีคุณภาพและมีคุณค่าในทางวิชาการ

ขณะที่กระบวนการสอบสวนกรณีนี้ ตามขั้นตอนภายหลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุปผลการสอบสวนว่ามีความผิด จะมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร พิจารณาและสรุปเรื่องเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภาพประกอบรายงาน

ภาพประกอบรายงาน

ต่อไปนี้ รายงานฉบับเต็มของคณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร ที่พิจารณาและสรุปเรื่องเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตรชุดนี้ มีศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ เป็นประธาน

กรรมการ ประกอบด้วย ศ.เกียรติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู, ศ.ดร.ไผทชิต เอกจิรยากร, ศ.พิเศษ ดร.วรรณชัย บุญบำรุง, ศ.ดร.คณพล จันทร์หอม เลขานุการคือ รศ.ดร.หม่อมหลวงพินิตพันธุ์ บริพัตร ผู้ช่วยเลขานุการ นายสว่างพงษ์ อิงคประภากุล

เรื่อง รายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร

เรียน อธิการบดี

ตามที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีคำสั่ง ที่ 535/2568 ลงวันที่ 10 เมษายน 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร จากกรณีการคัดลอกผลงานทางวิชาการในวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าพบว่า ในเนื้อหาวิทยานิพนธ์ของนายสมชาย แสวงการ มีข้อความเหมือนกับงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าในลักษณะเหมือนคำต่อคำ โดยมิได้มีการอ้างอิงที่มาของงานวิจัย อีกทั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า ได้กระทำการละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการคัดลอกผลงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าในลักษณะเหมือนคำต่อคำ โดยมิได้มีการอ้างอิง (Plagiarism) นั้น

บัดนี้ คณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงขอเสนอรายงานผลการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

สถาบันพระปกเกล้าขอให้มีการตรวจสอบการคัดลอกผลงานวิชาการ พบว่า เนื้อหาในวิทยานิพนธ์ของนายสมชาย แสวงการ ซึ่งมีการเผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2566 ดุษฎีนิพนธ์หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม ปีการศึกษา 2565 เรื่อง "รูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย "

พบข้อความในวิทยานิพนธ์ตั้งแต่หน้า 38-64 มีข้อความเหมือนกับงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง "รูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย" ซึ่งเป็นงานวิจัยภายใต้ลิขสิทธิ์ของสถาบันพระปกเกล้าใน พ.ศ. 2558 ผู้วิจัย คือ ผศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ และ น.ส.ชมพูนุช ตั้งถาวร ในลักษณะที่เหมือนกันคำต่อคำ ตั้งแต่หน้า 76-115 โดยไม่มีการอ้างอิงที่มาของงานวิจัย ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งมหาวิทยาลัยที่ 715/2567 ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 เห็นว่า อาจเข้าข่ายเป็นความผิดเกี่ยวกับการละเมิดจริยธรรมทางวิชาการ และอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัยได้

คณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตรฯ ตามคำสั่งมหาวิทยาลัยที่ 535/2568 ลงวันที่ 10 เมษายน 2568 มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาและสิทธิคัดค้านคณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร อีกทั้งได้ให้โอกาสชี้แจง โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนเกี่ยวกับกรณีนี้เสร็จสิ้นแล้ว โดยดำเนินการตามคำสั่งแต่งตั้งเพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนตามประเด็นที่สถาบันพระปกเกล้า แจ้งขอให้ตรวจสอบการคัดลอกผลงานทางวิชาการในวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม

1. ประเด็นการคัดลอกผลงานทางวิชาการ

คณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร ได้พิจารณาแล้วพบว่า เนื้อหาในวิทยานิพนธ์ของนายสมชาย แสวงการ เรื่อง "รูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย" มีข้อความในวิทยานิพนธ์ตั้งแต่หน้า 38-64 เหมือนกับเนื้อหางานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง "รูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย" ซึ่งเป็นงานวิจัยภายใต้ลิขสิทธิ์ของสถาบันพระปกเกล้า ใน พ.ศ. 2558 ผู้วิจัย คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ มูลศิลป์ และ นางสาวชมพูนุช ตั้งถาวร ในลักษณะที่เหมือนกันคำต่อคำ ตั้งแต่หน้า 76-115 โดยไม่มีการอ้างอิงที่มาของงานวิจัยดังกล่าว เป็นไปตามข้อร้องเรียนของสถาบันพระปกเกล้า (พป.0011/2778 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2566)

ภาพตัวอย่างการคัดลอกผลงานสถาบันพระปกเกล้าของilaw

ภาพตัวอย่างการคัดลอกผลงานสถาบันกระปกเกล้าของilaw

ต่อมา นายสมชาย แสวงการ ทำการเพิ่มเติมเชิงอรรถแสดงถึงที่มาของส่วนที่เพิ่มเติมนั้น และแก้ไขเชิงอรรถสำหรับช่วงเวลาที่เข้าถึงข้อมูลเป็นสืบค้นก่อนงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเรื่องดังกล่าวในวิทยานิพนธ์ของตน เมื่อได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา (ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต) และผู้อำนวยการโครงการฯ (ศ.ณรงค์ ใจหาญ)แล้ว จึงได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขวิทยานิพนธ์ของตน ในระบบ TU E-Thesis เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 คณะนิติศาสตร์ มีบันทึก วันที่ 29 มีนาคม 2567 เรื่องขอแก้ไขวิทยานิพนธ์ฯ ถึงผู้อำนวยการห้องสมุดแห่ง มธ. วันที่ 4 เมษายน 2567 ทางหอสมุดฯแจ้งเนคเทคและสำนักงานวิจัยแห่งชาติอัพเดทไฟล์และเผยแพร่

การแก้ไขดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากได้รับทราบข้อร้องเรียนของสถาบันพระปกเกล้า

2. ประเด็นส่วนของการคัดลอกถือว่าเป็นสาระสำคัญหรือไม่

ความเห็นของคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ (หนังสือฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2567) มีความเห็นสรุปได้ว่า การคัดลอกเนื้อหาบางส่วนที่ตรงกันปรากฏอยู่ในส่วนของบทที่ 2 ของดุษฎีนิพนธ์ ที่เป็นส่วนการสำรวจวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานค้นคว้า ซึ่งผู้จัดทำไม่ได้มีการเรียบเรียงหรืออ้างอิงอย่างถูกต้องและครบถ้วน ไม่เป็นตามมาตรฐานทางวิชาการ

จากการสอบถามนายสมชาย ทราบว่า เกิดจากความผิดพลาดในการรวบรวมจัดพิมพ์อย่างเร่งด่วน ทำให้ตกหล่นในการจัดทำเชิงอรรถ และบรรณานุกรมประกอบทุกเล่มต้องผ่านการตรวจคัดลอกระบบ MYCat และผลการตรวจผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เนื่องจากเนื้อหาไม่ใช่ส่วนที่เป็นวิเคราะห์ เพื่อตอบโจทย์วิจัย อันเป็นการนำเสนอความคิดริเริ่มของผู้เขียนและไม่ใช่เนื้อหาหลักในการประเมินว่า ผู้เขียนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ศึกษา รวมถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อเข้าใจสภาพปัญหาและสามารถนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

การนำเสนอวิทยานิพนธ์ที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์เกิดขึ้นได้เสมอในหมู่นักศึกษาที่ขาดประสบการณ์ในการเรียบเรียงและนำเสนองานทางวิชาการ หากเป็นการคัดลอกผลงานผู้อื่นเพื่อใช้ในส่วนสำคัญ เพื่อแสดงผลการวิเคราะห์หรือข้อเสนอแนะ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า เนื้อหาในส่วนดังกล่าวเป็นผลงานที่เกิดจากความสามารถของผู้นำเสนอวิทยานิพนธ์ ทั้งที่ความจริงเป็นของบุคคลอื่น เป็นการคัดลอกที่เห็นเจตนากระทำผิดอย่างชัดเจนเข้าข่ายความผิดร้ายแรง และต้องไม่ให้วิทยานิพนธ์เช่นนี้ได้รับการพิจารณาว่าสอบผ่าน

ความผิดพลาดนี้เกิดจากความพลั้งเผลอและไม่ตั้งใจ อันเกิดจากการที่ผู้ทำไม่ได้ตรวจทานว่ามีการอ้างอิงครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากมีผู้ช่วยคว้าและส่งให้จัดพิมพ์อีกคนหนึ่ง และแม้จะเป็นความบกพร่องจากผู้ช่วยในการจัดพิมพ์ นายสมชาย แสวงการ ก็ยอมรับว่า เป็นความรับผิดชอบของตน จึงพยายามแก้ไขโดยการปรับแก้ไขให้ถูกต้องอย่างรวดเร็ว อีกทั้งสาเหตุที่ไม่พบการคัดลอกงานก่อนสอบวิทยานิพนธ์เนื่องจากระบบการตรวจความซ้ำซ้อนของมหาวิทยาลัยในขณะนั้น ไม่ได้มีข้อมูลของงานวิจัยสถาบันพระปกเกล้าจึงไม่ได้ทราบข้อมูลนี้

จึงเห็นว่า มีความตั้งใจในการอ้างอิงเป็นปกติวิสัย ไม่ได้เป็นการหลบหลีกที่จะไม่อ้างอิงหรือตั้งใจคัดลอกและไม่ใช่เนื้อหาหลัก

ในเรื่องนี้ คณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื้อหาของบทที่ว่าด้วยการทบทวนวรรณกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่ต้องนำไปใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ในบทต่อไป ซึ่งตามวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในวิทยานิพนธ์ข้อ 1.เพื่อศึกษาและวิเคราะห์พัฒนาการของรูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไทย และข้อ 2.เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบรูปแบบและวิธีการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาในต่างประเทศ

จึงเป็นส่วนที่จำเป็นและเป็นสาระสำคัญของวิทยานิพนธ์

3. ประเด็นคุณภาพของวิทยานิพนธ์

คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้มีหนังสือชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณภาพของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้

โดยสรุปได้ว่า ในเชิงเนื้อหาดำเนินการตามกรอบวัตถุประสงค์เป็นวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพียงพอ เป็นผลงานที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ในทางวิชาการ มีการแสดงถึง แนวคิด ทฤษฎี การศึกษาเปรียบเทียบประสบการณ์ที่นำเสนอในแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศไว้อย่างเป็นระบบ มีการเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและได้ข้อเสนอที่ชัดเจน มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลงานวิทยานิพนธ์ที่มีคุณค่าในระดับดุษฎีบัณฑิต เนื่องจากขณะศึกษานายสมชายเป็นสมาชิกวุฒิสภาจึงสามารถสะท้อนประเด็นปัญหารูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทยได้อย่างดี เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ได้ใช้วิธีการศึกษาที่หลากหลาย เชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณให้ได้ข้อมูลมา ถือว่าแตกต่างจากงานวิจัยทางกฎหมายทั่วไป มีการนำเสนอว่าปัจจัยใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของรูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของประเทศไทย สามารถออกแบบระบบและกลกลไกการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่เหมาะสมกับประเทศไทยได้

คณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในส่วนของคุณภาพวิทยานิพนธ์ เนื่องจากการประเมินและพิจารณาในเนื้อหาของวิทยานิพนธ์ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์แล้ว ซึ่งกรณีนี้ ควรยืนยันตามความเห็นของคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ว่า วิทยานิพนธ์ของนายสมชาย แสวงการ มีคุณภาพและคุณค่าทางวิชาการ

แต่การพิจารณาประเด็นการคัดลอกเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำประเด็นเรื่องคุณภาพของวิทยานิพนธ์ไปใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อใช้ในการเพิกถอนปริญญาบัตรของนายสมชาย แสวงการ อย่างใด

สมชาย แสวงการ

สมชาย แสวงการ

4. ประเด็นข้อกฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับ

"ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาบุคลารและผู้ปฏิบัติงานอื่นในสถาบันอุดมศึกษา" ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นกฎหมายที่ใช้เฉพาะกับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา บุคลากรและผู้ปฏิบัติงานอื่นในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับนักศึกษา "พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562" และ "พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ.2562" ก็ไม่อาจนำมาใช้ได้เช่นกัน โดยนำมาใช้กับกรณีนี้ไม่ได้

จึงเห็นว่าต้องพิจารณาตามประกาศคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง "แนวปฏิบัติการทำวิทยานิพนธ์ และการค้นคว้าอิสระ พ.ศ.2563" ในหมวด 5 จรรยาบรรณในการทำวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตและดษฎีบัณฑิตและการค้นคว้าอิสระ ซึ่งปรากฏคำว่า "นักศึกษา" มีสภาพบังคับใช้กับนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตและนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต ส่วนนักศึกศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้อยู่ภายใต้ประกาศนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ภายใต้ประกาศดังกล่าว แต่โดยหลักการบัณฑิตศึกษาคณะนิติศาสตร์ ต้องพิจารณาและยึดถือมาตรฐานผลการตรวจสอบการคัดลอกของการทำวิทยานิพนธ์ของหลักสูตรทั้งหมด ภายใต้แนวปฏิบัตินี้โดยอนุโลม คือ ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของวิทยานิพนธ์ และผลการตรวจสอบคัดลอกผ่านระบบ Tue-Thesis ไม่ควรเกินร้อยละ 20 ของวิทยานิพนธ์ แต่กรณีที่อาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่า นักศึกษาสามารถเสนอสอบวิทยานิพนธ์ได้ให้อาจารย์ที่ปรึกษาทำความเห็นชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร

5.ประเด็นเหตุแห่งการเพิกถอนปริญญาบัตร

อำนาจเพิกถอนปริญญาบัตรไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมายหรือข้อบังคับใดของมหาวิทยาลัยโดยตรง แต่การอนุมัติหรือไม่อนุมัติปริญญานั้น กำหนดให้เป็นไปตาม "ข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2561" ข้อ 93

ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2558 มาตรา 23 กำหนดให้สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย ซึ่งกฎหมายไม่ได้มีการกำหนดเกี่ยวกับอำนาจของสภามหาวิทยาลัยเพื่อเพื่อเพิกถอนปริญญาไว้ แต่ตามมาตรา 23 (5) กำหนดให้สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการอนุมัติการให้ปริญญาไว้ทุกระดับชั้นการศึกษา

อีกทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นไว้ตามเรื่องเสร็จที่ 34/2554 และตามเรื่องเสร็จที่ 1840/65559 ซึ่งมีความเห็นเป็นไปแนวทางเดียวกัน

สรุปได้ว่า กรณีที่อนุมัติปริญญาบัตรแล้วตามระเบียบของมหาวิทยาลัย และบุคคลนั้นได้เข้าพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จสิ้นแล้ว หากปรากฏว่า ภายหลังบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ หรือมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนที่จะสำเร็จการศึกษาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ดังนั้น มติสภามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการอนุมัติการให้ปริญญาย่อมไม่ชอบ สภามหาวิทยาลัยซึ่งมีอำนาจอนุมัติปริญญาบัตร ย่อมมีอำนาจเพิกถอนได้ ตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยที่ให้อำนาจในการอนุมัติปริญญาและตามหลักเกณฑ์มาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เคยมีมติครั้งที่ 8/2540 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 25540 และครั้งที่ 12/2554 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2554 เพื่อเพิกถอนการอนุมัติปริญญาบัตรแก่นักศึกษามาก่อนนี้ด้วยแล้ว

ดังนั้น สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะองค์กรที่มีอำนาจในการอนุมัติการให้ปริญญาบัตรย่อมมีอำนาจในการเพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยที่ได้มีการอนุมัติการให้ปริญญานั้นได้ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.25558 ต่อไป

ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2561 ข้อ 97 องค์ประกอบที่ต้องพิจารณาด้วยกัน 2 ประการ กล่าวคือ

1.ต้องเป็นผู้มีความประพฤติดีเหมาะสมกับศักดิ์ศรีแห่งปริญญาของมหาวิทยาลัย (ข้อ 97 วรรคแรก) และ

2.มีคุณสมบัติในการจะสำเร็จการศึกษาและจะได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัย (สอบผ่าน ข้อ 97 ฉ.)

สภามหาวิทยาลัยจึงจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏดังกล่าวข้างต้น ว่า การกระทำของนายสมชาย แสวงการ เข้าข่ายเป็นผู้ที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมกับศักดิ์ศรีแห่งปริญญาของมหาวิทยาลัยและทำให้ขาดคุณสมบัติ ในการจะสำเร็จการศึกษาและจะได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยหรือไม่ ตามข้อ 97 วรรคแรก และ ข้อ 97 ฉ. ของบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2563 หรือไม่

ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2563 ข้อ 11 กำหนดไว้ว่า จริยธรรมสำหรับนักศึกษา มีดังต่อไปนี้ (4) เคารพและไม่ละเมิดทรัพย์ปัญญา เสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น จึงเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยซึ่งจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎดังกล่าวข้างต้น ว่าการกระทำของนายสมชาย แสวงการ เข้าข่ายกระทำผิดจริยธรรมสำหรับนักศึกษา อันเป็นการไม่เคารพและกระทำการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2563 ข้อ 11 (4) (ซึ่งต้องกระทำโดยเจตนา) หรือไม่

ความแตกต่างของข้อเท็จจริงที่สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เคยมีมติเพิกถอนการอนุมัติ ปริญญาบัตร 2 กรณี กล่าวคือ

ข้อเท็จจริงตามมติครั้งที่ 8/2540 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 นักศึกษาได้ลอกเลียนจากภาคนิพนธ์บุคคลอื่นทั้งเล่ม ลักษณะคำต่อคำทั้งฉบับและเปลี่ยนแปลงเฉพาะชื่อเรื่องเท่านั้น

ข้อเท็จจริงตามมติครั้งที่ 12/2554 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2554 นักศึกษาได้ลอกเลียนผลงานทางวิชาการและได้มีการว่าจ้างให้บุคคลอื่นทำงานวิจัยแทน

ข้อเท็จจริงของนายสมชาย แสวงการ เนื้อหาในบทที่ 2 บททบทวนวรรณกรรมของวิทยานิพนธ์ตั้งแต่หน้า 38-64 มีข้อความเหมือนกับงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าในลักษณะเหมือนกันคำต่อคำ (รวม 27 หน้า ซึ่งเนื้อหาในบทที่ 2 มีทั้งหมด 47 หน้า) โดยไม่มีการอ้างอิงที่มาของงานวิจัยในตอนแรก แต่มาอ้างอิงผู้ทำวิจัยในภายหลังโดยยังมีข้อความเหมือนเดิม และได้ยื่นขอแก้ไขจนผ่านตามขั้นตอนแล้ว

คณะกรรมการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาบัตร จึงขอเรียนเสนอข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายดังกล่าวที่จะนำมาใช้กับกรณีข้างต้น เพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

*******************************************

อย่างไรก็ดี กรณีนี้ สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่าในการพิจารณา สภามหาลัยมีมติให้ถอดปริญญาเอกหรือดุษฎีบัณฑิตสาขาปรัชญา หลักสูตรการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ของนายสมชาย ที่ประชุมสภามหาลัย เห็นว่าหากเปิดเผยมติในตอนนี้จะมีผลกระทบในทางการเมือง เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ก่อน โดยทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น่าจะเปิดเผยรายละเอียดหรือแถลงข่าวในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้

วันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมีการเปิดแถลงข่าวจริงหรือไม่ รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องรอฟังความชัดเจนอีกครั้ง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สมชายแสวงการ
คัดลอกงานวิจัย
สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดคำพิพากษายกฟ้องคดีรถส่วนกลาง ยังรับฟังไม่ได้ว่าทุจริต 'อานนท์' รอด
เปิดคำพิพากษายกฟ้องคดีรถส่วนกลาง ยังรับฟังไม่ได้ว่าทุจริต 'อานนท์' รอด