สื่อเกาหลีใตข่าว 2 บริษัทต่อเรือยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้แย่งสัญญาโครงการเรือฟริเกตไทย 1.7 หมื่นล้าน คาดสายสัมพันธ์จะเป็นตัวชี้ขาด ขณะโฆษก ทร.เผย กองทัพเปิดกว้าง เดินหน้าแผนยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตั้งเป้าต่อเรือได้เอง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา สื่อเกาหลีใต้รายงานข่าวกรณี บริษัท ฮุนได เฮฟวี่ อินดัสทรีส์ (HD Hyundai Heavy Industries) และ ฮันฮวา โอเชียน (Hanwha Ocean) ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือรายใหญ่ของเกาหลีใต้ กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในโครงการจัดหาเรือฟริเกตยุคใหม่ให้แก่กองทัพเรือไทย มูลค่า 544 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท) โดยมีกำหนดปิดรับข้อเสนอเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
การแข่งขันแบบอิสระในตลาดมูลค่ามหาศาล
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า โครงการนี้เป็นการจัดหาเรือฟริเกตขนาด 4,000 ตัน ซึ่งนอกเหนือจากเรือลำแรกแล้ว ประเทศไทยยังพิจารณาการจัดซื้อเรือประเภทเดียวกันเพิ่มเติม ซึ่งอาจขยายขนาดตลาดรวมเป็นสูงถึง 2.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (65,906,280,000 บาท)
สถานการณ์ที่น่าสนใจคือ การประมูลครั้งนี้เป็นการแข่งขันแบบอิสระระหว่างสองบริษัทต่อเรือเกาหลีใต้ ต่างจากกลยุทธ์การส่งออกแบบ "ทีมเดียว" ที่เคยใช้ในอดีต เนื่องจากกองทัพเรือไทยได้ร้องขอข้อเสนอจากแต่ละบริษัทแยกกัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างยื่นแผนงานของตน
ข้อกำหนดไทย: มากกว่าแค่การส่งออก
โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นโครงการป้องกันประเทศแบบครบวงจร (package-type defense project) ที่รวมถึงการผลิตในประเทศ การสร้างงาน และขีดความสามารถในการบำรุงรักษา ซ่อมแซม และยกเครื่องใหม่ในระยะยาว (MRO - maintenance, repair and overhaul) เนื่องจากฝ่ายไทยกำหนดให้มีการก่อสร้างในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างน้อย 20% การประเมินข้อเสนอจะครอบคลุมถึงความร่วมมือกับอู่ต่อเรือในประเทศ การมีส่วนร่วมทางอุตสาหกรรม และระบบการสนับสนุนหลังการขาย
ประวัติและกลยุทธ์ของคู่แข่ง
HD Hyundai Heavy Industries: ได้เสริมสร้างการมีอยู่ของตนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านสัญญาหลายฉบับกับกองทัพเรือฟิลิปปินส์ รวมถึงเรือฟริเกตและเรือตรวจการณ์นอกชายฝั่ง (OPVs - offshore patrol vessels) โดยบางลำถูกส่งมอบก่อนกำหนดและได้รับการชื่นชมในด้านความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติงาน
Hanwha Ocean: ได้สร้างความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับกองทัพเรือไทยผ่านการส่งมอบเรือฟริเกต HTMS ภูมิพลอดุลยเดช ในปี 2561 และเป็นเรือธงของกองทัพเรือ
ทั้งสองบริษัทได้ยกระดับความพยายามทางการตลาด โดยเปิดตัวแบบจำลองเรือฟริเกตที่เน้นการส่งออกในงานแสดงอาวุธที่กรุงเทพฯ เมื่อปีที่แล้ว และขยายการมีส่วนร่วมกับกองทัพเรือไทย เจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรมระบุว่า ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี รวมถึงพันธมิตรและเครือข่ายในท้องถิ่นเป็นสำคัญ
"จากโครงสร้างของประเทศไทยที่กองทัพมีอิทธิพลอย่างมาก สายสัมพันธ์และความไว้วางใจในท้องถิ่นน่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาด" เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมรายหนึ่งกล่าว
ทร.ไทยเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Offset Policy” ยกระดับประเทศ
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวเพิ่มเติมว่าในวันเดียวกันนี้เอง (21 เมษายน 2569) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้จัดการประชุมแนวทางการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตภายใต้กลไกการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset Policy) ร่วมกับสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย (TSBA - Thai Shipbuilding and Repairing Association) และผู้ประกอบการอู่ต่อเรือในประเทศ โดยมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. - NSTDA) ร่วมให้ข้อมูลในหลักการและวิธีการคำนวณ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน
โครงการนี้นอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 1 ลำแล้ว ยังมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เพื่อเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ซื้อ" ไปสู่ "ผู้สร้าง" อย่างเป็นรูปธรรม
กองทัพเรือได้กำหนดกรอบการดำเนินงานผ่าน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การลงทุนในประเทศ การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในทุกระดับของอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ ยังได้วางแผนเป็น “บันได 3 ขั้น” เพื่อมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองในระยะยาว เริ่มจากการเรียนรู้จากผู้สร้างต่างประเทศ สู่การผลิตในประเทศบางส่วน และต่อยอดไปสู่การสร้างเรือได้เองทั้งระบบในอนาคต
ในด้านหลักเกณฑ์การพิจารณา กองทัพเรือยืนยันแนวทางเปิดกว้าง โดยมุ่งให้เกิดข้อเสนอที่ดีที่สุด ไม่กำหนดเพดานบนของการดำเนินงาน Offset พร้อมทั้งให้ข้อมูลในหลักการและวิธีการคำนวณค่าผลลัพธ์ที่วัดได้จริงของกรอบการชดเชยด้านต่างๆ โดยผู้เสนอที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้สูง ทั้งในด้านการต่อเรือในประเทศ การใช้ทรัพยากรในประเทศ และการพัฒนาเทคโนโลยี จะได้รับการพิจารณาในระดับที่สูงขึ้นตามลำดับ
ที่มา https://www.asiae.co.kr/en/article/2026042019570168977,https://news.nate.com/view/20260421n13377
อ่านประกอบ:




