‘สสว.’แจงยิบคัดเลือก 2 โครงการช่วยเอสเอ็มอี 994 ล้าน โปร่งใส-ไม่มีข่มขู่ พร้อมชี้แจงทุกหน่วย ม.ศิลปากรชี้เคลียร์ไม่ชัด ข้องใจรีบโต้ไร้เงินทอน ปูดปมพิรุธมีคนภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ยันถูกคุมคามจริง
สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยกอุทธรณ์ 2 โครงการของมหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งประเด็นการตัดสิทธิการเสนอโครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ของไทย เพื่อ SME ไทย (Marketplace & Open Commerce Network) วงเงิน 499 ล้านบาท และประเด็นที่ร้องว่าไม่มีความโปร่งใสในการให้คะแนนคัดเลือกร่วมโครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce วงเงิน 495 ล้านบาท รวม 994 ล้านบาท โดยทางตัวแทนมหาวิทยาลัยศิลปากร ไปยื่นเรื่องให้พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ตรวจสอบความโปร่งใสในการคัดเลือก 2 โครงการดังกล่าว
ล่าสุด สำนักงาน สสว. เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงว่า ตามที่กรณีตัวแทนมหาวิทยาลัยศิลปากร ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการผ่านพรรค ปชป. เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานในโครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce และโครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ของไทยเพื่อ SME ไทยนั้น สำนักงาน สสว. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
1. กระบวนการคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงาน
ทั้งสองโครงการ เป็นโครงการเชิงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องเร่งขับเคลื่อนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ให้ทันต่อสถานการณ์การแข่งขัน สสว. จึงเลือกใช้วิธีคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานตามมาตรา 34(2) แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นกลไกที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับโครงการลักษณะนี้ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน
ทั้งนี้ สสว. ไม่ได้เลือกวิธีดำเนินงานโดยคำนึงถึงความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาทั้งกรอบกฎหมาย ลักษณะของโครงการ และวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานร่วมกัน สิ่งสำคัญคือ แม้จะใช้วิธีที่แตกต่างจาก e-bidding ของกรมบัญชีกลาง ตามพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ แต่ทุกขั้นตอนยังคงอยู่ภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนหลังได้ และเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับ สสว. นอกจากนี้ระเบียบการคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานดังกล่าวยังใช้กับอีกหลายโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการฯ มาอย่างต่อเนื่อง
2. หลักเกณฑ์การให้คะแนนและการตัดสิน
โครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce” รวมถึง โครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ของไทยเพื่อ SME ไทย มีเกณฑ์การประเมินและให้คะแนนที่ชัดเจนตามประกาศหลักเกณฑ์การคัดเลือกฯ ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาได้ใช้กรอบเกณฑ์เดียวกันที่ประกาศแจ้งให้ผู้ยื่นข้อเสนอรับทราบล่วงหน้า โดยพิจารณาจากศักยภาพ ความพร้อม เอกสารหลักฐาน และการนำเสนอที่สอดคล้องกับข้อกำหนด (TOR) เป็นสำคัญ ทั้งนี้ กรรมการแต่ละท่านประเมินคะแนนอย่างเป็นอิสระตามความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ โดยไม่มีการชี้นำหรือกำหนดคะแนนไว้ล่วงหน้า และสรุปผลการคัดเลือกด้วยมติประชุมแบบฉันทามติอย่างโปร่งใส
3. คณะกรรมการพิจารณา
เพื่อประกันความเป็นกลางและความโปร่งใส สสว. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาที่ครอบคลุม 3 ส่วน ประกอบด้วย
- บุคลากรภายนอก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญอิสระซึ่งมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ
- บุคลากรภายใน สสว. ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานทางตรงหรือทางอ้อม ได้แก่ ฝ่ายต้นเรื่องผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ฝ่ายติดตามและประเมินผล
- บุคลากรภายใน สสว. ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ รองผู้อำนวยการ ซึ่งไม่ได้กำกับโครงการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการซึ่งไม่ได้ดูแลกำกับโครงการ
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการคัดเลือกหน่วยร่วมฯ และสอดคล้องกับงบประมาณ สสว. ได้ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการดำเนินงาน โดยคณะกรรมการทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และหลักจริยธรรมของทางราชการ หากกรรมการรายใดมีส่วนได้เสีย หรือมีเหตุที่อาจกระทบต่อความเป็นกลางในการพิจารณา จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ กระบวนการคัดเลือกยังดำเนินการโดยคณะกรรมการหลายฝ่าย มีการบันทึกการประชุม และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
4. กรณีข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขู่และการแทรกแซงจากบุคคลภายนอก
สสว. ขอยืนยันว่า ไม่มีพฤติกรรมหรือการข่มขู่บุคลากรของมหาวิทยาลัยหรือบุคคลใดๆ ตามที่ถูกกล่าวอ้าง เนื่องจาก สสว. ดำเนินงานในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลตามกรอบสัญญาทางราชการเท่านั้น อีกทั้งกระบวนการพิจารณาคัดเลือกจัดขึ้นในระบบปิด มีบันทึกการประชุมและหลักฐานอย่างชัดเจน จึงไม่มีช่องทางให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงหรือมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของคณะกรรมการได้
5.กระบวนการยื่นอุทธรณ์
สสว. เคารพในสิทธิของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย โดยกำหนดให้สามารถยื่นหนังสืออุทธรณ์ผลการพิจารณาได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผล ซึ่ง สสว. จะนำข้ออุทธรณ์ทั้งหมดเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร สสว. เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนทางกฎหมายให้เป็นข้อยุติโดยเร็ว
“สสว. ยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือและเข้าชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักฐานทั้งหมดต่อคณะกรรมาธิการและหน่วยงานตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรหลักที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ให้แก่ SME ไทยอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม”เอกสาร สสว.ระบุ
แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยศิลปากร แจ้งว่า ตามที่น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ และรักษาการผู้อำนวยการ สสว. ยืนยันการคัดเลือกให้มหาวิทยาลัยมหิดล ชนะ 2 โครงการ วงเงิน 994 ล้านบาท เป็นไปด้วยความโปร่งใส ไร้เงินทอนนั้น
จากหน้าเว็บไซต์ สสว. ในขณะนั้นปรากฏประกาศผลว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ชนะเพียง 1 โครงการ วงเงิน 495 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนอีก 1 โครงการวงเงิน 499 ล้านบาท ยังไม่มีประกาศ การให้ข่าวของรักษาการฯ ผู้อำนวยการ สสว.ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการจึงเป็นจุดที่น่าสงสัย รักษาการผู้อำนวยการ สสว.น่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การยื่นอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นช่วงก่อนการประกาศผลผู้ชนะ และมองเป็นข้อผิดพลาดนั้น
ทาง มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ออกหนังสือ ที่ อว. 8601/2387ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (โดย สสว.รับเข้าระบบ เลขรับที่ 4977 ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.39 น.) แล้วนั้น เป็นหนังสืออุทธรณ์เพื่อยืนยันเนื้อหา และอธิบายการมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอิงตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งความในมาตรา 171 กำหนดไว้ว่า “ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร”
เมื่อทาง สสว.ไม่เข้าใจเจตนา ทางมหาวิทยาลัยศิลปากร จึงให้สัตยาบันแก่การลงนาม มิใช่หมายถึงรับทราบว่า ทาง มหาวิทยาลัยศิลปากร ยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาด และในหนังสือชี้แจงจาก สสว. ก็มิได้อ้างอิงถึงความผิดพลาดในหนังสือมอบอำนาจโดยอิงหลักกฏหมาย
ประเด็นต่อมา คือช่วงเวลาที่รักษาการผู้อำนวยการ สสว. ให้สัมภาษณ์ กับช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ยื่นอุทธรณ์นั้น ยังไม่มีการนำเสนอผลงานจากผู้ยื่นโครงการรายใด เนื่องจากยังมิถึงเวลายื่นข้อเสนอ ไม่ใช่ ช่วงเวลาก่อนการประกาศผู้ชนะ เพราะขณะห้วงเวลาดังกล่าว ยังไม่ได้เริ่มกิจกรรมนำเสนอ และให้คะแนน จึงข้อแย้งตามข้อเท็จจริง และมีเหตุอันควรให้สงสัย ตั้งแต่การออกจดหมายชี้แจงล่าช้า คือเวลากว่า 21.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 แล้วกำหนดให้มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องทำหนังสืออุทธรณ์กลับ ก่อนจะเริ่มการนำเสนอโครงการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เท่ากับมีเวลาหาข้อโต้แย้ง และเตรียมเอกสารรับรองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
ทางมหาวิทยาลัยศิลปากรไม่เคยร้องเรียนในประเด็นเงินทอน แต่รักษาการผู้อำนวยการ สสว.ต้องรีบชี้แจงว่าไม่มีเงินทอน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงการอุทธรณ์ รวมถึงยื่นร้องทุกข์ต่อหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่อาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยศิลปากรถูกข่มขู่ให้ถอนอุทธรณ์ โดยได้แจ้งความพร้อมมอบหลักฐานกับตำรวจแล้ว ซึ่งหัวหน้าโครงการได้พบกับบุคคลที่ข่มขู่ พร้อมเจ้าหน้าที่ สสว. และกรรมการภายนอก ที่ สสว. จัดหามา ในสถานที่แห่งหนึ่ง โดยบุคคลดังกล่าวได้ส่งข้อความผ่านไลน์แจ้งให้เข้าหารือ พร้อมเจ้าหน้าที่จาก สสว. จึงทำให้หัวหน้าโครงการเชื่อว่าเป็นคนของ สสว. และเมื่อมีการยื่นหนังสืออุทธรณ์ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ก็ได้รับสายข่มขู่ ให้ถอนอุทธรณ์ ซึ่งเอกสารหลักฐาน ต่างๆ ได้มอบให้กับตำรวจแล้ว และบุคคลที่ข่มขู่ยังเป็นคนที่ขอเข้าพบอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก็ยังพากรรมการคนนอก และเจ้าหน้าที่ของ สสว. เข้าพบ จึงทำให้เชื่อว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนของ สสว.
ส่วนกรรมการคัดเลือก 15 คน มี 3 คนเป็นกรรมการจากภายนอก ซึ่งไม่พบว่ามีประสบการณ์ หรือ ความเชี่ยวชาญใน โครงการที่เกี่ยวกับ Live Commerce แต่อย่างใด
อ่านประกอบ :
สสว.แจ้งศิลปากรยกอุทธรณ์ 2 โครงการ 994 ล. - ถ้าไม่พอใจให้ฟ้องศาลปกครอง
‘อ.เชน’ หนุนม.ศิลปากร สู้เพื่อความโปร่งใส 2 โครงการ สสว. 994 ล้าน
ม.ศิลปากรอุทธรณ์ สสว.ปมโครงการช่วยเอสเอ็มอี 495 ล.-อ.แจ้งความถูกข่มขู่
แฉหลักฐานใหม่! ปม สสว.ตีตกโครงการม.ศิลปากร แชทไลน์ผู้บริหารส่อล็อกสเปก
‘ปชป.’ เล็งชงกมธ.เรียก สสว.แจงปมคัด 2 โครงการ 994 ล. ส่อไม่โปร่งใส




