พ.ต.อ.ภาคภูมิ อดีตลูกน้อง ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยื่นสภาทนายความ เอาผิดทนาย 'บิ๊กโจ๊ก' ปมสร้างหลักฐานเท็จคดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.ชี้หากถอยก็ตาย ย้ำที่ต้องยื่นเรื่องนี้เพราะต้องปกป้องตัวเอง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสภาทนายความ เพื่อขอให้ตรวจสอบมารยาททางวิชาชีพของ นายณัฐวิชช์ โถสกุล หรือ "ทนายอู๊ด" ซึ่งเป็นทนายความของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ โดยระบุว่าทนายอู๊ดมีพฤติกรรมสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จและใส่ความตนเองในคดีสินบนทองคำ 246 บาท พ.ต.อ.ภาคภูมิเน้นย้ำว่าการกระทำครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรืออารมณ์ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องตนเองจากความพยายามโยนความผิด หากตนถอยก็ต้องตาย แต่หากไม่ทำสิ่งใดเลย ก็เท่ากับรอวันตาย
ปมร้องเรียน: การสร้างพยานเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง
พ.ต.อ.ภาคภูมิเปิดเผยถึงที่มาของการร้องเรียนว่า สืบเนื่องจากกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการแถลงข่าว และมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาที่ปรากฏเสียงของทนายความ ในลักษณะที่พยายามสร้างพยานหลักฐานเท็จ ตระเตรียมพยานอันเป็นเท็จเพื่อใส่ความตนเอง และมีการจัดทำเอกสารคำฟ้องซึ่งเป็นเท็จ พ.ต.อ.ภาคภูมิยืนยันว่าพฤติการณ์เหล่านี้ถือเป็นการละเมิดมารยาททนายความอย่างชัดเจนและส่งผลกระทบต่อตนโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทนายความได้พยายามแนะนำและโน้มน้าวให้นายเอดเวิร์ด ซึ่งเป็นบุคคลในคลิปเสียง ให้การบิดเบือนข้อเท็จจริง
พ.ต.อ.ภาคภูมิชี้แจงเพิ่มเติมว่า แม้ผู้ต้องหาจะมีสิทธิ์ให้การอย่างไรก็ได้ แต่ทนายความไม่มีสิทธิ์ไปสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือแนะนำให้ลูกความให้การในลักษณะที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง และที่สำคัญคือการใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ตนยกตัวอย่างจากคลิปเสียงที่ครั้งแรกพยายามให้เรื่องเป็นการ "ยืมทอง" จากนายสามารถ แต่เมื่อพบว่าเรื่องการยืมทอง 10 ล้านบาทโดยไม่มีการทวงคืนหรือฟ้องร้องนั้นไม่แนบเนียนหรือไม่สมเหตุสมผล ก็เปลี่ยนมาเป็น "ฝากซื้อ" แสดงให้เห็นถึงความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน หากเป็นเรื่องจริงก็ไม่จำเป็นต้องมีการตระเตรียมพยานในลักษณะนี้ ควรจะสู้กันด้วยพยานหลักฐานตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่การข่มขู่ บังคับ ล่อลวง หรือแอบอ้างเพื่อจะให้ผู้ต้องหาหรือพยานให้การเพื่อพ้นผิด
ผลกระทบโดยตรงและข้อสังเกตจากคลิปเสียง
พ.ต.อ.ภาคภูมิระบุว่า เนื้อหาในคลิปเสียงระบุชัดเจนถึงการแนะนำทางเทคนิคในการให้การ ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นการพยายามโยนความผิดและให้ผู้อื่นรับผิดแทน ตนมั่นใจว่าคลิปเสียงที่ถูกบันทึกไว้นั้นเป็นการสนทนาที่เป็นอิสระ ผู้พูดไม่ทราบว่ามีการอัดเสียง ดังนั้นคำพูดในคลิปจึงสะท้อนถึงตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้น ตนเคยนับถือทนายอู๊ดว่าเป็นทนายที่มีหลักการและคุณธรรม แต่เมื่อได้ฟังคลิปเสียงก็รู้สึกว่าคนเราเปลี่ยนไปได้
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัว พ.ต.อ.ภาคภูมิยอมรับว่ารู้จักกับทนายอู๊ดมานานในฐานะที่เป็นทนายความของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ทำให้ได้พบกันที่สำนักงานทนายความของทนายอู๊ด แต่ตนไม่ได้เป็นนายจ้างหรือผู้จ่ายค่าทนายให้ ดังนั้นทนายอู๊ดจึงต้องดูแลลูกความของตนเอง ส่วนกับนายเอดเวิร์ดหรือนายสามารถนั้น ตนไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว เคยพบเห็นเพียง 2-3 ครั้งที่สำนักงานทนายความ การยื่นเรื่องร้องเรียนมารยาททนายความในครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการที่รุนแรง ซึ่งตนไม่อยากทำ แต่ต้องทำเพื่อปกป้องตนเองจากความพยายามในการโยนความผิดและใส่ร้าย
พ.ต.อ.ภาคภูมิสังเกตว่า นายเอดเวิร์ดในคลิปเสียงแสดงอาการไม่เต็มใจให้ความร่วมมือ บางช่วงถึงกับร้องไห้ แสดงให้เห็นถึงการถูกกดดัน ข่มขู่ โน้มน้าว หรือชักจูงอย่างหนัก โดยมีการอ้างถึงบุคคลผู้ใหญ่คนโตต่าง ๆ รวมถึงใช้คำพูดที่ตนเชื่อว่าหมายถึงตนเองในเชิงดูหมิ่น เช่น "ยศมึงแค่นั้น" เพื่อให้เอดเวิร์ดมาเป็นพยานเพื่อช่วยให้ตนเองพ้นผิด ตนทราบมาว่าคลิปเสียงที่ตำรวจนำมาแถลงข่าวเป็นเพียงบางช่วงบางตอนเท่านั้น โดยคลิปเสียงฉบับเต็มมีความยาวถึง 12-13 ชั่วโมง ซึ่งตนอยากฟังคลิปเสียงทั้งหมดเพื่อดูว่ามีเนื้อหาใดเพิ่มเติมอีกบ้าง
ประเด็น "Connection" และความกังวลต่อกระบวนการยุติธรรม
สิ่งที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิให้ความสนใจเป็นพิเศษคือเนื้อหาในคลิปเสียงที่มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลสำคัญหลายคน รวมถึงกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการที่ตนเคยยื่นเรื่องร้องเรียนโดยตรง พ.ต.อ.ภาคภูมิแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าหากมี "Connection" ในลักษณะนี้จริง อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดี และทำให้ความเป็นธรรมถูกบิดเบือนจาก "ขาวเป็นดำ" หรือจาก "ผิดเป็นถูก" ได้ ตนย้ำว่า Connection ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือประเทศชาติเป็นสิ่งดี แต่ Connection ที่จะมาทำให้ขาวเป็นดำหรือฟอกคนผิดนั้นเป็นอันตรายต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างยิ่ง ตนเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ หากเป็นเรื่องจริง ผู้ที่ถูกกล่าวอ้างถึงก็ต้องรับผิดชอบ แต่หากไม่จริง หน่วยงานหรือบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างก็ควรออกมาปฏิเสธและดำเนินคดีกับผู้พูด เพื่อความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม
นอกจากนี้ในคลิปเสียงยังมีการกล่าวถึง "ผู้ใหญ่ในหน่วยงาน" "ศาล" "ประธาน" และ "เลขา" รวมถึงการกล่าวอ้างเรื่อง "Connection ทุกวงการ" และการขู่เอาชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่อดีตผู้เกี่ยวข้องบางคนหวาดกลัวและไม่กล้าออกมาพูด พ.ต.อ.ภาคภูมิยังตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามในการดึงคดีไปศาลฎีกา ซึ่งอาจสอดคล้องกับคำพูดเรื่อง Connection เหล่านี้
การโต้แย้งเรื่อง AI และความคืบหน้าทางคดี
เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าคลิปเสียงอาจถูกสร้างด้วย AI พ.ต.อ.ภาคภูมิโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่า "ก็ฟ้องร้องดำเนินคดีคนแถลงข่าวสิครับ ตำรวจที่นั่งอยู่อ่ะผิดกฎหมายหมดถ้าเป็น AI" และย้ำว่าสามารถส่งคลิปไปตรวจพิสูจน์หลักฐานได้ว่าใช่ AI หรือไม่ ซึ่งเป็นการปัดตกข้อโต้แย้งดังกล่าว
พ.ต.อ.ภาคภูมิได้ระบุประเด็นที่ตนให้สภาทนายความตรวจสอบมารยาททนายความอย่างชัดเจน คือ การยุยงให้มีการฟ้องร้องในเรื่องที่ไม่มีมูลความจริง การจัดทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ และการไม่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ไม่รักษาเกียรติศักดิ์ศรีของวิชาชีพ ทนายความแม้จะเตรียมข้อมูลกับลูกความได้ แต่ไม่มีสิทธิ์แนะนำให้ลูกความทำเท็จหรือพูดในสิ่งที่ไม่จริง โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นการกล่าวหาหรือใส่ร้ายผู้อื่น
พ.ต.อ.ภาคภูมิระบุว่า ตนได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ที่กองปราบปรามแล้ว ถึงกลุ่มคนที่พยายามสร้างพยานหลักฐานเท็จ ซึ่งรวมถึงทนายความสองท่านที่ตนยื่นเรื่องในวันนี้ โดยมีหลักฐานทั้งคลิปเสียง แชทไลน์ และเอกสารที่จัดทำขึ้นอย่างไม่ถูกต้อง ตนพอใจหากผลการสอบสวนเป็นไปตามพยานหลักฐาน และหากพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ไม่ผิด ตนก็ไม่ติดใจ แต่ขอให้สู้กันด้วยพยานหลักฐานที่แท้จริง อย่าบิดเบือนหรืออ้างว่าถูกแกล้ง
จุดยืนและแรงจูงใจในการต่อสู้
พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวถึงแรงจูงใจในการต่อสู้คดีนี้ คือให้สภาทนายความพิจารณาข้อเท็จจริงที่ตนนำเสนอ และกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสม เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าการกระทำเช่นนี้ไม่สามารถทำได้โดยไม่ผิดมารยาททางวิชาชีพ เพราะหากสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยไม่ผิดมารยาท ทุกคนก็คงจะทำได้
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวทิ้งท้ายว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ส่วนตัว แต่เป็นการปกป้องตนเองจากความพยายามในการโยนความผิด
"ถ้าผมถอยก็ตาย แต่ถ้าสู้ก็ไม่รู้จะตายหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ถ้าวันนี้ไม่ออกมา ผมคงต้องรอวันตายอย่างเดียว" พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าว และกล่าวต่อว่าแม้จะต้องเผชิญหน้ากับอดีตเจ้านายอย่างพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ส่วนตัวก็จะยังคงยกมือไหว้ทักทายตามปกติ แต่ยืนยันว่าเรื่องส่วนตัวกับเรื่องการปกป้องตนเองจากกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมนั้นเป็นคนละส่วนกัน โดยเชื่อว่าพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์อาจจะใช้ Connection และ Power ทุกช่องทางในการต่อสู้คดี
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวยืนยันว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2568 ทนายกลุ่มนี้เข้ามาทีหลัง ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ก็บอกเองว่าต้องจ้างทนายมาเพิ่มเพื่อที่จะมาฟ้อง เพื่อนำไปสู่การเจรจาหรือฟ้องปิดปาก ซึ่งทั้งหมดปรากฏอยู่ในคลิปเสียง
ในส่วนของความคืบหน้าคดีสินบนทองคำ 246 บาทนั้น ปัจจุบันสำนวนคดีของผู้ต้องหา 4 คนได้ถูกส่งไปยังพนักงานอัยการแล้ว และกรณีของกรรมการ ป.ป.ช. อีก 1 คน ได้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนแล้วเช่นกัน ซึ่งคดีนี้ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปพร้อมกับพยานหลักฐานทั้งหมดที่ตำรวจสอบสวนกลางได้ส่งให้อัยการ




