News Logo
หน้าแรก
ปอศ.ทลายแชร์ลูกโซ่ 'AI IOTA' รวบ 2 ผู้ต้องหา หลอกเหยื่อลงทุน 23 ล.

ปอศ.ทลายแชร์ลูกโซ่ 'AI IOTA' รวบ 2 ผู้ต้องหา หลอกเหยื่อลงทุน 23 ล.

30 เม.ย. 2569 18:02
ผู้ชม 2 คน

ปอศ.รวบ 2 ผู้ต้องหา หลอกเหยื่อร่วมลงทุนในระบบ "AI IOTA" อ้างว่าเป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะจากต่างประเทศ สร้างผลตอบแทนสูง ก่อนปิดบริษัทหนีไป พบมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 23 ล้านบาท

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้นำกำลังเข้าจับกุม นายอนันต์กรณ์ อายุ 46 ปี และ นางสาวกรกมล อายุ 39 ปี ตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 2352 และ 2353/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน การจับกุมเกิดขึ้นที่ บริษัท คอร์ เอ็กซ์ จำกัด (Core X) ใน ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ซึ่งนายอนันต์กรณ์เป็นกรรมการบริษัทและผู้พัฒนาโปรแกรม ขณะที่นางสาวกรกมลเป็นอดีตกรรมการและผู้ดูแลบัญชี ทั้งคู่เป็นตัวการหลักในการนำเสนอแผนการลงทุนและควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ของเครือข่ายแชร์ลูกโซ่นี้

สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความว่าถูกผู้ต้องหาทั้งสองหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในระบบที่ชื่อว่า "AI IOTA" ซึ่งอ้างว่าเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์เทรดคริปโตเคอร์เรนซี (Robot Trade) ที่พัฒนาจากประเทศอังกฤษ โดยให้คำมั่นว่าจะสามารถสร้างผลกำไรสูงถึงร้อยละ 12 ต่อรอบการลงทุน ซึ่งแต่ละรอบใช้เวลาเพียง 28 วัน พร้อมทั้งมีการรับประกันเงินต้นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเหยื่อเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

กลุ่มผู้ต้องหาจึงได้พาผู้ที่สนใจลงทุนไปเยี่ยมชมสำนักงานที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ทั้งในเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งแสดงพอร์ตการลงทุนปลอมที่ระบุสถิติผลกำไรที่เกินจริง รวมถึงสลิปการโอนเงินของสมาชิกรายอื่นที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อล่อลวงให้หลงเชื่อ นอกจากนี้ยังมีการสร้างเว็บไซต์ www.iotawse.com ขึ้นมาเพื่อให้ผู้เสียหายสามารถเข้าสู่ระบบและตรวจสอบยอดเงินลงทุนรวมถึงผลกำไรปลอมได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการใช้กลุ่มไลน์เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารและกระตุ้นให้เกิดการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เหยื่อ กลุ่มผู้ต้องหายังจัดทำสัญญาร่วมลงทุนก่อนที่จะให้เหยื่อโอนเงินลงทุนเข้าสู่บัญชีธนาคารของพวกตน

ต่อมา เมื่อถึงกำหนดชำระผลตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ กลุ่มผู้ต้องหากลับเริ่มบ่ายเบี่ยงการจ่ายเงิน จนกระทั่งมีการปิดบริษัทและลักลอบขนย้ายอุปกรณ์สำนักงานหลบหนีไปในที่สุด จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 23 ล้านบาท

หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ได้ทำการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด และได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหารายสำคัญ พร้อมทั้งขอหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงใหม่, สุโขทัย และฉะเชิงเทรา เพื่อเข้าตรวจค้นเป้าหมายต่างๆ นอกจากสถานที่จับกุมที่เชียงใหม่แล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ ต.ยางซ้าย อ.เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย และ บริษัท นีโอ เจนนิซิส จำกัด (Neo International) จ.ฉะเชิงเทรา โดยได้ตรวจยึดของกลางประกอบด้วย สัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ 1 ชุด, เอกสารสัญญาให้บริการหุ่นยนต์เทรดสกุลเงินดิจิทัล 15 ซอง, คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 45 เล่ม, หนังสือแผนการลงทุน 2 ชุด, คู่มือการใช้งานระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล แบบ spot อัตโนมัติ 1 เล่ม, โฉนดที่ดินอาคารชุด 1 ชุด, หนังสือเดินทาง 5 เล่ม, เอกสารเกี่ยวกับการชักชวนลงทุน 1 กล่อง และสัญญาเช่าบ้าน 1 ชุด แม้ผู้ต้องหาทั้งสองรายจะให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) โดยมี พ.ต.อ.จํานาญ จันทร์เทศ ผู้กำกับการ 4 บก.ปอศ. เป็นผู้สั่งการ พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัต, พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา และ พ.ต.ท.สาธิต หาวงษ์ชัย สารวัตร กก.4 บก.ปอศ. นำกำลังเข้าปฏิบัติการ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
แชร์ลูกโซ่



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สมาคมวิน EV ร้องสภาผู้บริโภค จี้รัฐเร่งใช้กฎหมายเรียกรถผ่านแอปฯ
สมาคมวิน EV ร้องสภาผู้บริโภค จี้รัฐเร่งใช้กฎหมายเรียกรถผ่านแอปฯ