บช.ก.เปิดปฏิบัติการ "Dark Empire" ทลายอาณาจักรฟาร์มบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ รวบ 11 ผู้ต้องหา คาบ้านพักทั่วประเทศ ยึดสมุดบัญชีบริษัท-ตราประทับกว่า 900 รายการ เปิดโปงเครือข่าย 'เดฟ' มาเลเซีย ตั้ง 1,500 บริษัทนอมินี ใช้บัญชีเลี่ยงตรวจสอบ กวาดเงินผู้เสียหายกว่า 379 ล้านบาท จาก 311 คดี ตร. เตือนภัยประชาชน DAB ร่วมสกัดการจดทะเบียนบริษัทมิชอบ ย้ำทุกหน่วยงานผนึกกำลังปราบปรามเข้ม
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตำรวจสอบสวนกลางมีการแถลง เปิดปฏิบัติการ "Operation Dark Empire" ทลายอาณาจักรฟาร์มบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าตรวจค้น 20 จุด ใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 ราย จากหมายจับ 16 ราย ประกอบด้วย น.ส.ภูริชญา (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี, Mr. ZHI (จือ) อายุ 35 ปี สัญชาติมาเลเซีย, น.ส.นิภาพรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี, น.ส.อาทิตยา (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี, น.ส.ศิษารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี, น.ส.ศรัญญา (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี, น.ส.พัทธนันธ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี, น.ส.ธนิดา (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี และนายจนทรรงค์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ซึ่งทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันยืนยันและซื้อขายบัญชีม้า, ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน นอกจากนี้ยังจับกุมนายสรวิศ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี และนางสาวสุภาพ (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน การปฏิบัติการครั้งนี้ตรวจยึดของกลางสำคัญได้แก่ สมุดบัญชีธนาคาร 239 เล่ม, ตราประทับนิติบุคคล 222 ชิ้น, โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ 36 เครื่อง, ซิมการ์ด 12 ซิม, เครื่องทำตราประทับ 1 เครื่อง และทรัพย์สินอื่น ๆ รวม 934 รายการ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัทกว่า 1,500 แห่ง และสร้างความเสียหายกว่า 379 ล้านบาท จากคดีฉ้อโกง 311 คดี
พฤติการณ์ของขบวนการนี้ สืบเนื่องจากช่วงต้นปี 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ขยายผลจากปฏิบัติการ "ตัดรากถอนโคน ตั้งโกดังทหารรับจ้าง" ซึ่งดำเนินคดีกับกลุ่มชาวกัมพูชาและผู้เกี่ยวข้องกับบัญชีม้ากว่า 21 คน โดยกองบังคับปราบปราม (บก.ป.) ได้ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สืบสวนจนพบกลุ่มขบวนการ "DK Global Group" ที่มี Mr. Chia Chun หรือ Dave สัญชาติมาเลเซีย เป็นหัวหน้า เขาได้ใช้ช่องทางธุรกิจสีเทา ชักชวนคนไทยที่ทำงานในมาเลเซีย (เช่น KTV, บ่อนคาสิโน) ให้หาม้าหรือ "Owner" มาเปิดบัญชีธนาคารเพื่อนำไปขายให้กับกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย แลกกับค่าตอบแทน ในช่วงกลางปี 2567 ขบวนการได้เปลี่ยนรูปแบบจากการขายบัญชีบุคคลทั่วไป ไปสู่การเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เนื่องจากบัญชีบริษัทมีวงเงินหมุนเวียนสูง ไม่ต้องสแกนหน้าเพื่อใช้บัญชี และมีความน่าเชื่อถือ ทำให้หลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
ภายในขบวนการมีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน โดย กลุ่ม Agent จะชักชวนคนไทยให้มาจดทะเบียนบริษัทและเปิดบัญชีเพื่อแลกค่าตอบแทน จากนั้นจะสร้างกลุ่ม Telegram โดยมี Owner และคนในขบวนการเข้าร่วม เพื่อส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านให้กลุ่มจดทะเบียนบริษัทนำเอกสารไปจดทะเบียนและจัดตั้งบริษัทผ่านระบบออนไลน์ (DBD Biz Regist) พร้อมเตรียมเอกสารและตราประทับเพื่อเปิดบัญชีธนาคาร โดยม้าหรือ Owner จะได้รับข้อมูลบริษัทผ่านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และจำบทบาทเพื่อหลอกธนาคารให้เชื่อว่าเป็นเจ้าของบริษัท จากนั้นแอดมินจะจัดนัดหมายให้ Owner ไปซื้อโทรศัพท์มือถือและซิมเพื่อใช้เปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งโทรศัพท์ที่ผูกกับแอปพลิเคชันธนาคารถูกส่งกลับมายังจุดรับมอบรวบรวมเพื่อกลุ่มม้าดอนจะนำไปแจ้งที่อยู่ให้ส่งพัสดุบัญชีม้าให้ลูกค้า โดยส่งผ่านบุคคลขนส่งพัสดุข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างผิดกฎหมาย และหากบัญชีถูกอายัดหรือ Owner ถูกดำเนินคดี จะมีทีมประสานงานเข้ามาแก้ปัญหา
จากการตรวจสอบพบว่าเครือข่ายดังกล่าวได้จดทะเบียนบริษัทกว่า 1,500 แห่ง เพื่อใช้เป็นบัญชีม้าในการเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงทางการเงิน (CFR) กว่า 1,060 คดี จาก 255 บัญชีธนาคารของ 189 บริษัท และพบผู้เสียหายในระบบ Thai Police Online (TPO) จำนวน 311 คดี ถูกหลอกเงินเสียหายไปกว่า 379 ล้านบาท จาก 64 บัญชีธนาคารของ 48 บริษัท ด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ออกมาตรการสกัดกั้นการเปิดบัญชีนิติบุคคลบัญชีม้าและโรมันนับตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ทำให้บัญชีม้าลดลงอย่างมาก แต่ยังคงมีกลุ่มคนไทยที่ตกเป็นเครื่องมือ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนโอนเงินไปยังบัญชีบริษัทคู่ค้าทุกครั้ง และหากมีบุคคลมาชักชวนให้ยื่นเอกสารส่วนตัวเพื่อเปิดบริษัทหรือบัญชีธนาคารโดยอ้างผลประโยชน์ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยผู้ต้องหาบางส่วนให้การรับสารภาพและบางส่วนให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนเบื้องต้น
ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตอ.ตร.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร./ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./ รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่งได้สั่งการให้ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พ.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์, พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุกสิกุล รอง ผบช.ก., พ.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนสิทธิ์หิรัญกุล ผกก.2 บก.ป., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ จิรวัสนีย์ ผกก.3 บก.ป., พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. และ พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองเลย รรท.ผกก.6 บก.ป. โดยมีเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม บก.ป. นำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. นำโดย พ.ต.ท.กรพงศ์ วงษ์สิงห์การ, พ.ต.ท.หวรต เลิศวิริยะพงศ์, ว่าที่ พ.ต.ท.ไพรวรรณ ต้นหลทล, พ.ต.ต.อดิศร อินทิยล, พ.ต.ต.รชา มากมณี, พ.ต.ต.หญิง นฤมล กัวซ็อก, ว่าที่ พ.ต.ต.สหรัฐ ยิ่งยวด, ว่าที่ พ.ต.ต.อิทธิพล อำมาก และ ว่าที่ พ.ต.ต.เตมีย์ นาคะวิสุทธิ์ สว.กก.2 บก.ป พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. เข้าร่วมปฏิบัติการ
















