ศาลฎีกาฯเร่งไต่สวน 2 ส.ว.อำนาจเจริญ ปมสวมสิทธิ์ผิดกลุ่มอาชีพ "ค้าหมู-ก๋วยเตี๋ยว" นัด กกต. แจง 6 พ.ย.นี้ ชี้ขาดก่อนสิ้นปี "อัครวัฒน์" ชี้ กกต. วินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย "สมชัย" เตือนโดมิโนถึง กกต.กลาง หากศาลสั่งผิด!
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ณ สนามหลวง ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานในคดีหมายเลขดำ ลต สว 10/2569 ซึ่งเป็นกรณีที่นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ส.ว.สำรอง ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561 โดยระบุว่า ส.ว. 2 คนจากจังหวัดอำนาจเจริญ ได้แก่ นางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ ได้ลงสมัครในกลุ่มอาชีพที่ไม่ตรงกับคุณสมบัติจริง
นายอัครวัฒน์ ชี้แจงว่า นางแดงและนายสมพาน ระบุอาชีพค้าขายหมูสดและขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม 19 (อาชีพอิสระหรือค้าขาย) แต่กลับได้รับการรับรองให้เป็น ส.ว. ในกลุ่ม 10 (ผู้ประกอบกิจการอื่น) ซึ่งตนมองว่าไม่ถูกต้องและขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญตรงกับกลุ่มอาชีพที่ลงสมัคร เขาได้นำเรื่องนี้ร้องเรียน กกต. ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 แต่ไม่ได้รับการแก้ไข จึงนำเรื่องมาร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าคำวินิจฉัยของ กกต. นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลได้ให้โอกาส กกต. ชี้แจงเอกสารคัดค้าน และนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้
นายอัครวัฒน์ยังกล่าวถึงความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับการปิดบังข้อมูลในการสมัคร ส.ว. ซึ่งทำให้หลายคนขาดอำนาจในการใช้สิทธิ์ทางศาล โดยมองว่าคุณสมบัติของผู้สมัครส่วนใหญ่ไม่ตรงกับอาชีพที่ระบุไว้ และอาจมีการสมัครเพื่อเป้าประสงค์ด้านคะแนนโหวตหรือการฮั้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่วางแผนไว้ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของศาลฎีกาที่จะนำข้อเท็จจริงมาเปิดเผยต่อสังคม เพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งมาสังเกตการณ์คดีนี้ กล่าวว่า ศาลฎีกาได้วางกรอบการพิจารณาคดีนี้ว่าจะเน้นเฉพาะประเด็นการรับสมัครผิดกลุ่มอาชีพ และการขาดคุณสมบัติของการเป็น ส.ว. เท่านั้น โดยจะยังไม่ก้าวล่วงเรื่องคดีฮั้ว ส.ว. นายสมชัยยังเตือนถึงผลกระทบหากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริงว่า จะไม่เพียงแค่ผู้สมัครรับผิดชอบส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ผอ. กกต. ระดับอำเภอ และอาจลามไปถึง กกต. กลาง ด้วย เนื่องจากเป็นผู้มีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว
นายสมชัยเผยว่า ศาลตั้งเป้าจะดำเนินการวินิจฉัยคดีให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งคดีนี้จะเป็นคดีตัวอย่างแรก และหากศาลมีคำสั่งว่าผิด อาจจะเกิดผลกระทบแบบโดมิโนตามมากับคดีอื่น ๆ อีกไม่น้อย โดยปัจจุบันมีอย่างน้อย 3-4 คดีที่ศาลรับเป็นคดีดำแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะเป็นการวินิจฉัยรายบุคคล ไม่ถึงขั้นทำให้การเลือกตั้ง ส.ว. เป็นโมฆะทั้งคณะ นอกจากนี้ นายสมชัยยังได้กล่าวถึงกองทุนระดมเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งรวบรวมได้กว่า 2.2 ล้านบาท โดยมีการอนุมัติช่วยเหลือไปแล้ว 2 ราย แต่ไม่ใช่การถอนเงินเพื่อตนเองแต่อย่างใด.




