ประธานศาลอุทธรณ์ชี้กรณี 'ศิริโชค' ฟ้อง ป.ป.ช. ดำเนินคดีสส.ภูมิใจไทยให้คนอื่นจ่ายค่ารักษาแทนล่าช้า ไม่อยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ ระบุกฎหมายกำหนดให้คดีที่กล่าวหา ป.ป.ช. พิจารณาผ่านศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นัดนายศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ฟังคำสั่งกรณีนายศิริโชค ฟ้องนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเจ้าหน้าที่เจ้าของสำนวนคดีนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย ให้บุคคลอื่นจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนให้เป็นเงินหลักล้านบาท ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากมองว่า ป.ป.ช. มีพฤติการณ์ดำเนินคดีล่าช้าและดำเนินคดีความผิดทางจริยธรรมของนักการเมืองพรรคอื่นผิดปกติ โดยหลังจากนายศิริโชคยื่นฟ้อง ป.ป.ช. ขอให้ส่งประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอาญาคดีทุจริตมีอำนาจพิจารณาคดีข้างต้นหรือไม่
ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้คดีที่กล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. มีกระบวนการพิจารณาเฉพาะผ่าน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อป้องกันการฟ้องร้องกลั่นแกล้งและคุ้มครองการปฏิบัติงานขององค์กรอิสระ
มีรายละเอียดคำวินิจฉัย ดังนี้
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจำเลยทั้งสองโดยตรง แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ได้บัญญัติถึงกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ
หากคณะผู้ไต่สวนอิสระดำเนินการไต่สวนแล้วเสร็จเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (2) และ (3) รวมทั้งบทบัญญัติหมวด 4 มาตรา 49 ถึงมาตรา 56
บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมุ่งหมายคุ้มครองคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิให้ถูกบุคคลผู้ถูกตรวจสอบหรือได้รับผลกระทบกลั่นแกล้งฟ้องร้องได้โดยง่าย เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวง รวมทั้งกำหนดให้มีคณะผู้ไต่สวนอิสระทำหน้าที่ไต่สวนและกลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อนที่จะเสนอเรื่องต่อศาล เนื่องจากหากมีการเสนอเรื่องต่อศาลแล้วผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 5 ยังห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา อันมีผลเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลอื่น
เมื่อฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ร่วมกับบุคคลอื่นเป็นตัวการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย คดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามมาตรา 3 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559
ประธานศาลอุทธรณ์จึงมีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ




