อภิปรายงบปี 70 เดือด 'เอกนิติ'ยันใช้ตรงเป้า-'ศิริกัญญา' ชำแหละยิบ ซัดคลังฝีแตกหารายได้ไม่พอจ่าย ต้องใช้เงินคงคลังมาโปะ
หมายเหตุ...สำนักข่าว Next News เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรก โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจงต่อสภาว่า การตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ และการลดผลกระทบของประชาชน
นายเอกนิติกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2,786,367 ล้านบาท หรือ 73.6% , งบประมาณรายจ่ายงบกลาง 693,880 ล้านบาทคิดเป็น 18.3% ,งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1,342,836.3 ล้านบาท คิดเป็น 35.4% , งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ 70,247 ล้านบาท คิดเป็น 1.9, งบประมาณรายจ่ายบุคลากร 852,671.2 ล้านบาท คิดเป็น 22.5%, งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน 294,857.1 ล้านบาท คิดเป็น 7.8% ,งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท คิดเป็น 12.2% และงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท คิดเป็น 1.9%
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตาม 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 407,165.1 ล้านบาท คิดเป็น 10.7% 2.ยุทธศาสตร์ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 348,427.4 ล้านบาท คิดเป็น 9.2% 3.ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 611,194.5 ล้านบาท คิดเป็น 16.1% ของวงเงินงบประมาณ 4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 960,916.6 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.4% 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 137,507.8 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% และ 6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 676,320.2 ล้านบาท คิดเป็น 17.9%
"ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำอย่างทั่วถึง รัฐบาลจะบริหารงบประมาณนี้ ให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด จะใช้จ่ายภาษีของประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม"นายเอกนิติกล่าว
ต่อมา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) อภิปรายว่า งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท ส่วนรายได้ 3 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 79,000 ล้านบาท แต่ยังต้องกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก แม้จะอ้างว่ามีวิกฤตพลังงาน แต่รัฐบาลก็เพิ่งเซ็นเช็คเปล่าให้ตัวเอกู้เงินไปแล้ว 400,000 ล้านบาท กลายเป็นว่าการขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ต่อจีดีพี เป็นความปกติใหม่ สะท้อนว่าประเทศไทยอยู่ในปัญหาเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายมีแต่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ที่รายจ่ายลงทุนโดนหั่นไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นหลักแสนล้านบาท แม้งบประมาณจะเพิ่มไม่มาก แต่เป็นข้อกังขาว่าทำไมหน่วยงานกลับได้รับงบประมาณลดลงกันถ้วนหน้า ระดับกรมจะพบว่า 70% ได้รับงบประมาณลดลง หน่วยที่ได้รับเพิ่มเยอะจริงๆ มีไม่มาก เพราะส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือการโอนเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กระทรวงการคลังกระทรวงเดียวได้เพิ่ม 40,000 ล้านบาท เป็นรายจ่ายดอกเบี้ยที่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริง
“วันนี้แผลเรื้อรังที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570 ต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง แต่คำแถลงของรองนายกฯ ยังคงกอดกับคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว ยังคงภูมิใจกับเรตติ้งเครดิต แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมกลับไม่ได้ถูกพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง ถ้ายังทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะไม่ใช่แค่หนองที่จะออกมา แต่เลือดจะไหลไม่หยุดเช่นกัน เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือการจัดเก็บรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ในอนาคต งบประมาณจะขาดดุลสูง กดอย่างไรก็ไม่ลง การทำโครงการใหม่ๆ เพื่อพาประเทศก็จะไม่เกิด"น.ส.ศิริกัญญากล่า
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า งบประมาณติดข้อจำกัดทุกอย่างหมดแล้ว ไม่สามารถขยายเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะหมุนเงินได้ทันและเพียงพอมาจ่ายในส่วนที่ยังตั้งไว้ขาดอยู่ เพราะตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลหมุนเงินไม่เคยทัน เอาเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นมาโปะก็ยังไม่พอ ต้องไปนำเงินคงคลังออกมาใช้ ซึ่งต้องจ่ายคืนในปีต่อๆ ไป งบฯปี 2569 ยังไม่ครบปีงบประมาณเลย ก็หมุนเงินไม่ทันอีก ต้องใช้เงินคงคลังเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 115,000 ล้านบาท
"ถามว่าตกลงแล้วใช้งบประมาณในแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะเท่าที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอจ่ายไม่พอก็ไปใช้เงินคงคลัง แล้วก็วนลูปกันแบบนี้ ต้องมาตั้งงบใช้เงินคงคลังในปีถัดไป กินงบประมาณที่เราจะสามารถเอาใช้ได้ไปในอนาคต วนลูปไปแบบนี้ เท่ากับว่าขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ”น.ส.ศิริกัญญากล่าว
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เมื่อมีข้อจำกัดทางงบประมาณเช่นนี้ จึงไม่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นในงบประมาณปี 2570 นโยบายหาเสียงของรัฐบาลที่ถูกระบุเอาไว้ในคำแถลงนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอาสาพยาบาล 10,000 อัตรา ก็เหลือเพียงหลักพัน นโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติดก็ไม่สร้างแล้ว กลายเป็นโปรแกรมบำบัดแทน เป็นหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน นโยบายพลทหารอาสาที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 อัตรา กลับทำจริงเพียง 25,000 อัตรา
"ที่เราเห็นก็คือว่าคำว่า AI กลายเป็นรหัส ATM ใหม่ของปี 2570 ถ้ามีโครงการที่ชื่อว่า AI หรือว่ามีคำว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ปีที่แล้วยังมีไม่ถึง 1,000 ล้านบาท โครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ปีนี้เพิ่มขึ้นมา 2 เท่า ประมาณ 2,000 ล้านบาท 176 โครงการ แต่ยังไม่พบว่ามียุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการยังต่างคนต่างทำ มีแต่การซื้อแต่ไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI มีโครงการเดียวที่เป็นระดับโครงสร้างพื้นฐานคือ Thai LLM เท่านั้น"น.ส.ศิริกัญญากล่าว
"ภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่รายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น รายจ่ายลงทุนถูกตัดไป เพื่อให้ปัญหาเรื้อรังนี้หมดไป เราต้องการนายกฯ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่นำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมที่จะนำประเทศออกจากแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกอยู่ทุกวันนี้ แต่ในงบประมาณปี 2570 ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศนี้ออกไปจากจุดนั้นได้อย่างไร” ศิริกัญญากล่าว




