News Logo
หน้าแรก
'วีระยุทธ'ชี้ รบ.ขาดวิสัยทัศน์-ยุทธศาสตร์อุตฯจวกผู้บริหารใช้งบตามกระแส

'วีระยุทธ'ชี้ รบ.ขาดวิสัยทัศน์-ยุทธศาสตร์อุตฯจวกผู้บริหารใช้งบตามกระแส

29 มิ.ย. 2569 14:14
ผู้ชม 13 คน

"วีระยุทธ" รองหัวหน้าปชน.ชี้ รัฐบาลขาดวิสัยทัศน์-ยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรม จวกผู้บริหารใช้งบประมาณแบบ "กลัวตกกระแส" ปล่อยปละละเลยอุตสาหกรรมหลักประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หวั่นหากเดินหน้าแนวทางเดิม ทำไทยทิ้งฝันเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2570 ได้กล่าวถึงความกังวลอย่างยิ่งของภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและเป็นแหล่งจ้างงานมหาศาลของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สามารถจ้างงานได้หลายแสนคน แต่กลับถูกมองข้ามและไม่ได้รับความสำคัญจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายวีระยุทธเริ่มต้นการอภิปรายโดยชี้ไปที่คำประกาศของรัฐบาลที่ต้องการพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศร่ำรวย หรือประเทศที่มีรายได้สูงภายในระยะเวลา 12 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ฟังดูดี แต่กลับขาดรายละเอียดและแผนงานที่ชัดเจน รัฐบาลยังไม่ได้คิดอย่างละเอียดว่าจะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัวปีละเท่าไหร่จึงจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คำตอบที่ถูกต้องตามหลักสากลคือ หากต้องการเป็นประเทศร่ำรวยภายใน 12 ปี ประเทศไทยจะต้องเติบโตทางเศรษฐกิจปีละ 5.8% อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ที่ 7,100 เหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ประเทศร่ำรวยตามการจำแนกของธนาคารโลก (World Bank) กำหนดไว้ที่ประมาณ 14,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเกือบสองเท่าของรายได้เฉลี่ยที่ไทยเป็นอยู่

ทว่าความเป็นจริงที่ผ่านมากลับน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดเดิมและทีมเศรษฐกิจชุดปัจจุบัน โดยในไตรมาส 4 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.5% และในไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโต 2.8% ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเป้าหมาย 5.8% ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้เอง นายวีระยุทธย้ำว่าตัวเลข 5.8% เป็นมาตรฐานสากลที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ ไม่ใช่ตัวเลขที่สามารถลดทอนหรือแบ่งครึ่งได้ตามการเมืองในประเทศ หากรัฐบาลยังคงตั้งเป้าหมายโดยปราศจากแผนการที่จริงจังและผลักดันให้เกิดการเติบโตตามที่กำหนดไว้ เป้าหมายดังกล่าวก็จะเป็นเพียง "วาทกรรมลอยๆ" ที่ขาดความรับผิดชอบในการทำให้เกิดขึ้นจริง

นายวีระยุทธชี้ให้เห็นว่า แม้การตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงเป็นสิ่งที่ดีและเห็นด้วย แต่หากรัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายและจัดสรรงบประมาณในลักษณะที่เป็นอยู่ ก็จะเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะไปถึงฝั่งฝันได้ โดยปกติแล้ว การทำนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่ถูกต้องควรเป็นไปในทิศทางที่เสริมสร้างศักยภาพของประเทศ แต่รัฐบาลภูมิใจไทย (พรรคที่ตนสังกัด) กลับดำเนินนโยบายแบบ "FOMO" หรือ Fear of Missing Out (กลัวตกกระแส กลัวตกเทรนด์) ซึ่งนำไปสู่การจัดงบประมาณแบบ "ติดแกร็บ" คือ "หน้าใหญ่ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ"

นายวีระยุทธได้เปรียบเทียบยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยกับประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเคยมีสถานะรายได้ปานกลางเช่นเดียวกับไทย แต่ประสบความสำเร็จในการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง เกาหลีใต้ได้ชื่อว่าเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยในปี 2510 เป็นปีสุดท้ายที่คนไทยรวยกว่าคนเกาหลีใต้โดยเฉลี่ย แต่หลังจากนั้น เกาหลีใต้ก็แซงหน้าประเทศไทยไปอย่างรวดเร็วและไม่หวนกลับมา เกาหลีใต้มีเคล็ดลับในการพัฒนาคือการพึ่งพาเศรษฐกิจของตนเอง ทำให้ตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ โดยพัฒนาจากรากฐานเดิม ยกตัวอย่างเช่น บริษัทซัมซุง ซึ่งเริ่มต้นจากการพัฒนาอุตสาหกรรมเบา เช่น สิ่งทอเครื่องนุ่งห่มในทศวรรษ 1950 ก่อนจะยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในตอนแรกก็ทำได้เพียงโทรศัพท์ที่ยังล้าหลังโลกตะวันตก แต่ไม่หยุดพัฒนาตัวเองจนสามารถผลิตสมาร์ทโฟนและชิปที่ก้าวหน้าแข่งขันกับระดับโลกได้ การพัฒนาของบริษัทเกาหลีใต้เช่นซัมซุง เกิดจากการผลักดันและกดดันจากรัฐบาลเกาหลีใต้เอง ที่ต้องการให้บริษัทในประเทศเก่งขึ้นเรื่อยๆ และแข่งขันกับโลกได้ ทุกก้าวของการพัฒนาล้วนเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ตนเองมี อัปเกรดให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลไทยกลับดำเนินนโยบายด้วยแรงขับเคลื่อนแบบ FOMO กลัวตกเทรนด์ กลัวตกกระแส สิ่งใดที่มีชื่อใหม่ ก็จะเข้าไปเกาะกระแส วิ่งตามเขาให้ทัน ยอมลดแลกแจกแถมทุกอย่างเพื่อให้ "ขบวนรถเทคโนโลยี" วิ่งผ่านหน้าบ้านเรา โดยไม่ได้พิจารณาว่าสุดท้ายแล้วประเทศไทยได้ขึ้นขบวนรถนั้นไปถึงไหน ได้ประโยชน์จริงจังแค่ไหน นายวีระยุทธกล่าวอย่างเสียดสีว่า ตนได้ยินคำว่า "จะเป็นหางโน่นหางนี่" มาไม่ต่ำกว่า 20 ครั้งแล้ว แต่ยังไม่เห็นว่าเราเคยจริงจังกับอะไร และได้ขึ้นไปกำหนดทิศทางของขบวนรถไฟใดได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยุค AEC, Hard Disk Drive, EV, AI หรือ Quantum เรามักจะกลัวตกกระแสจนไม่เข้าไปต่อรองอะไรเลย เรามักจะ "ทิ้งของเก่า กระโจนไปหาของใหม่"

นายวีระยุทธได้ย้อนรอยความผิดพลาดในอดีตของประเทศไทยหลายครั้ง เช่น การมีแบรนด์โทรทัศน์ "ธานินทร์" ที่เคยแข่งขันกับญี่ปุ่นได้ในทศวรรษ 2520 แต่เมื่อเกิดวิกฤตลดค่าเงินบาทในทศวรรษ 2530 ทำให้บริษัทมีหนี้กว่า 600 ล้านบาท และขอซอฟต์โลนจากรัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ สุดท้ายก็ต้องล้มหายไป นายวีระยุทธตั้งข้อสังเกตว่า ในเวลานั้น รัฐบาลกลับเลือกที่จะช่วยเหลือทุนที่ใกล้ชิดมากกว่าทุนที่สามารถแข่งขันได้จริง นอกจากนี้ เขายังยกตัวอย่างอุตสาหกรรมกุ้งไทย ซึ่งเคยเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกในทศวรรษ 2550 แต่หลังจากเกิดโรคลำไส้อักเสบในกุ้ง (EMS) ในปี 2555 รัฐบาลก็ไม่เคยช่วยแก้ไขปัญหา ทำให้ไทยตกบัลลังก์และไม่เคยกลับมาเป็นที่หนึ่งได้อีกเลย นายวีระยุทธเน้นย้ำว่า นี่คือ "วิถีทางนโยบายแบบไทย" ที่มักจะปล่อยทิ้งสิ่งที่เคยเก่งกาจและมีความสามารถในการแข่งขัน

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: กำลังจะถูกทิ้ง?

นายวีระยุทธชี้ว่า อุตสาหกรรมที่กำลังจะโดน "ฮาวทูทิ้ง" รายต่อไป คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รัฐบาลกำลัง "กระโดดเกาะกระแส EV" ซื้อรถ EV แต่ไม่ใช้เงินสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ แม้กระทั่งท่านนายกฯ รัฐมนตรี และรองนายกฯ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันถึง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย" แต่กลับไม่มีใครสนใจอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ อุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าถึง 10% ของ GDP ไทย และจ้างงานโดยตรงและทางอ้อมกว่า 600,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกร ช่างซ่อมรถ พนักงานขาย ไปจนถึงบริการหลังการขาย นี่คืออุตสาหกรรมที่กำลังจะทำให้คนตกงานอีกนับแสนในเวลาอันใกล้ เนื่องจากความผันผวนที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2567 มีการปิดโรงงาน แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาจนถึงชุดปัจจุบัน

เมื่อติดนิสัยแบบ FOMO รัฐบาลก็ใช้เงินแบบ "ติดแกร็บ" คือเน้น "ใช้เงินซื้อยอดขาย ใช้เงินซื้อรถ ไม่ได้สร้างอุตสาหกรรม" นายวีระยุทธย้อนไปถึงปี 2563 ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และอัดมาตรการสนับสนุนรถ EV อย่างเต็มที่ โดยไทยเคยให้เงินอุดหนุนแก่ค่ายรถสูงสุดถึงคันละ 150,000 บาท ซึ่งเป็นการอุดหนุนครั้งใหญ่ของประเทศ

นายวีระยุทธเปิดเผยตัวเลขว่า รัฐบาลได้ใช้เงินอุดหนุนค่ายรถไปแล้วรวม 21,000 ล้านบาท และยังไม่รวมรายได้ที่สูญเสียไปจากการลดหรือยกเลิกอากรขาเข้าหลายรายการ ซึ่งทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ไปอีกปีละ 13,000 ล้านบาท รวมแล้วประเทศไทยต้องจ่ายเงินไป 21,000 ล้านบาท และเสียโอกาสรายได้อีกปีละ 13,000 ล้านบาท

คำถามสำคัญคือ "เราได้อะไรจากการลงทุนมหาศาลนี้?" แม้ BOI จะตั้งเงื่อนไขให้มีการผลิตชดเชยในประเทศ แต่กลับพบปัญหาและความน่ากังวล 3 ประการ:

  1. ยอดผลิตชดเชยปี 2568 ไม่เป็นไปตามเป้า: กำหนดไว้ที่ 120,000 คัน แต่ผลิตได้เพียง 100,000 คัน (84%) ส่วนที่ขาดหายไป 19,000 คัน จะไม่มีวันได้กลับมา เนื่องจากบริษัทรายใหญ่แห่งหนึ่งที่รับเงินอุดหนุนไปแล้วหลายพันล้านบาท ได้ปิดกิจการล้มละลายไปแล้ว

  2. ยอดผลิตชดเชยปี 2569 ยังห่างไกลเป้าหมาย: เป้าหมายรวม 240,000 คัน แต่ผ่านไปครึ่งปี ผลิตได้เพียง 30,000 คัน (13%) ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าจะไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่รับเงินไปแล้วหลายหมื่นล้าน

  3. การเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยน้อยมาก: แม้ยอดขายและมูลค่าจะสูง แต่ข้อมูลจากคนในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ชี้ว่ามีการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเพียง 10% เท่านั้น

นายวีระยุทธตั้งคำถามดังๆ ว่า "เราใช้เงินอุดหนุนไป โรงงานเราเก่งขึ้นไหม? วิศวกรเราเก่งขึ้นไหม? จำนวนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นไหม? ขายชิ้นส่วนยานยนต์ได้เพิ่มขึ้นไหม?" คำตอบคือ "ไม่" แล้วเราจะยังคงใช้เงินแบบนี้ต่อไปหรือ?

เขายังเผยถึงการจัดสรรงบประมาณในปี 2570 สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีวงเงินเกือบ 4,000 ล้านบาท แต่ 90% ของงบประมาณ (3,500 ล้านบาท) กลับถูกนำไปใช้เพื่อ "อุดหนุนค่ายรถ" เหลือเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทสำหรับการช่วยเหลือด้านซัพพลายเชน โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากรในประเทศ โดยใช้งบประมาณกับโครงสร้างพื้นฐานเพียง 300 กว่าล้านบาท และงบพัฒนาคนเพียง 60 กว่าล้านบาทเท่านั้น การจัดงบประมาณเช่นนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำและทีมเศรษฐกิจชุดนี้ว่า "ต้องการใช้เงินซื้อรถ EV เป็นหลัก"

ขาดกลยุทธ์การพัฒนาคนอย่างสิ้นเชิง

นายวีระยุทธยังชี้ว่า รัฐบาลไม่เคยตอบคำถามเชิงยุทธศาสตร์ได้เลยว่า ต้องการพัฒนาคนกี่คน ในทักษะใดบ้างในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากการเมืองที่เกิดจากการแต่งงานตามโควตา ไม่ได้มาจากวาระที่นำหน้า โดยยกตัวอย่างอาทิ:

1.กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน (ปี 2569): มีงบ 57 ล้านบาท เพื่ออบรมแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ 15,000 คน แต่ด้วยงบประมาณเท่านี้ ทำให้สามารถฝึกคนได้เพียงคนละ 5 วันเท่านั้น คำถามคือ "จะไปได้ไกลแค่ไหน?" และที่ร้ายกว่านั้น ในปีงบประมาณ 2570 โครงการที่ดีนี้กลับถูกตัดงบประมาณลงไปอีก 9% ทำให้การฝึกอบรมอาจลดลงเหลือน้อยกว่า 5 วัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการยกระดับอุตสาหกรรมนี้อย่างแท้จริง

2.กระทรวงอุตสาหกรรม: เน้นการอบรมที่สถานประกอบการ โดยมีเป้าหมายปีละ 200 คน ซึ่งหากรวม 5 ปี จะสามารถฝึกแรงงานยานยนต์ได้เพียง 1,000 คนเท่านั้น

นายวีระยุทธกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "รัฐบาลใช้เงินแบบหน้าใหญ่ อัดเงินช่วยเหลือค่ายยานยนต์ แต่พอมาถึงคนไทยด้วยกันเอง ที่จะพัฒนาแรงงาน คุณเหลืองบประมาณเพียงเท่านี้ แล้วถามว่าการจัดงบแบบนี้จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้แค่ไหน จะพัฒนาทักษะไทยไปแข่งกับทักษะโลกได้แค่ไหน?" ทุกคนย่อมรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

ข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อกู้วิกฤตและสร้างอนาคต

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ได้ย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน แต่ขาด "ยุทธศาสตร์" ขาดคนที่คิดละเอียด ขาดคนที่เข้าใจภาคการผลิต ซึ่งเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขัน การสร้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยได้เสนอ 4 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อพลิกวิกฤตและสร้างอนาคตให้อุตสาหกรรมไทย:

  1. บอร์ด EV ต้องกลับมาประชุมและเปลี่ยนเป็น "บอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต": นายกรัฐมนตรียังไม่ได้เรียกประชุมบอร์ด EV เลย ควรเปลี่ยนแนวคิดและชื่อจาก "บอร์ด EV" เป็น "บอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต" เพื่อให้ครอบคลุมการคิดตลอดทั้งซัพพลายเชน ไม่ใช่แค่โฟกัสที่ EV เท่านั้น เพราะยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่รอการพัฒนาและต่อยอด

  2. รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการจากการอุดหนุนด้านดีมานด์ มาสู่การลงทุนด้านซัพพลาย: ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้มากขึ้น แทนที่จะทุ่มเงินไปกับการซื้อรถ ควรเน้นการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและนวัตกรรมภายในประเทศ

  3. รัฐบาลต้องช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย: ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปไปตลอด ควรสร้างทางเลือกและทักษะให้แรงงานฝีมือ เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ซึ่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและมีความจำเป็นต้องนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพิ่มขึ้นปีละหลายหมื่นล้านบาท ผู้ที่เคยทำเบาะรถยนต์มา 10-20 ปี มีศักยภาพที่จะทำเก้าอี้ทันตกรรมได้ แต่ต้องมีการปรับสายการผลิตและวัตถุดิบ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาสนับสนุนงบประมาณ เงินทุน และโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้

  4. เตรียมรับมือ "การนำเข้าทดแทนการผลิต" หลังปี 2570: มาตรการ EV 3.0/3.5 จะหมดลงในปี 2570 และค่ายรถ EV ที่เคยนำเข้าและติดเงื่อนไขผลิตชดเชยจะหมดเงื่อนไขในปี 2571 ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ "การนำเข้าทดแทนการผลิต" คือการนำเข้าแทนที่จะผลิตในประเทศ รัฐบาลจะต้องปรับเกณฑ์เรื่อง Local Content และโครงสร้างภาษีศุลกากร เพื่อสนับสนุนการผลิตในประเทศให้เกิดขึ้นได้ มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมไทย

นายวีระยุทธกล่าวสรุปว่า หากต้องการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศให้เกิดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ขึ้นได้จริง จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดอย่างเร่งด่วน ประการแรกคือ "ต้องเลิกกลัวตกกระแส (FOMO) ได้แล้ว" เพราะการกลัวตกเทรนด์จะทำให้เราไม่ได้มีส่วนในการกำหนดเทคโนโลยีใดๆ เลย เราต้องหันมายกระดับสิ่งที่เรามี ทำให้มันเก่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ใช้มาตลอดจนหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ประการที่สองคือ การใช้งบประมาณต้องสมดุล ต้องคิดถึงระบบนิเวศของทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่เน้นหนักไปที่ด้านดีมานด์ที่ใช้ง่าย แต่ต้องลงทุนพัฒนาด้านซัพพลายและโครงสร้างพื้นฐานด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องนำ "วาระชาติ" มาเหนือ "การเมือง" หากยังคงจัดสรรกระทรวงตามโควตาการเมือง จะไม่มีวาระที่ชัดเจน และไม่เห็นตัวเลขว่าเราต้องการพัฒนาคนในอุตสาหกรรมใด ทักษะอะไร จำนวนเท่าไหร่

"หากไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่น่ากังวลคือ รัฐบาลจะยังคงกระโดดเข้าไปเกาะกระแส AI, Green, Quantum ต่างๆ ด้วยความกลัว FOMO โดยไม่ได้คิดอย่างละเอียดว่าจะทำอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ เราต้องการเงินลงทุนที่มีคุณภาพที่มีคุณภาพที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับอุตสาหกรรมเก่า สิ่งสำคัญคือ อย่าใช้เงินเพื่อซื้อแต่อุปสงค์ อย่าใช้เงินเพื่อซื้อรถอย่างเดียว แต่ต้องใช้เงินสร้างคน สร้างอุตสาหกรรม" รองหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวทิ้งท้าย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
อภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สรุปผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. 'ชัชชาติ' ชนะถล่มทลาย- ปชน.ได้ 22 เขต
สรุปผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. 'ชัชชาติ' ชนะถล่มทลาย- ปชน.ได้ 22 เขต