“การดี” ซัดงบประมาณปี 70 'ไร้อนาคต' ห่วงไทยตกขบวน AI-เศรษฐกิจดิจิทัล หลังตรวจพบงบ AI มีแต่การลงทุนบังหน้า-วางแผนจัดซื้อคุรุภัณฑ์-สร้างห้องเรียน แต่ไร้ทิศทาง ไร้แผนแม่บท ไร้ยุทธศาสตร์ ส่อซ้ำรอยแผลสดอีคอมเมิร์ซ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยระบุว่า งบประมาณดังกล่าวเป็น "งบประมาณไร้อนาคต" ที่เต็มไปด้วยการจัดสรรงบประมาณที่ซ้ำซ้อน ไร้ทิศทาง และมีการ "ติดป้ายปลอม" ให้กับโครงการที่อ้างว่าเป็น AI ซึ่งเสี่ยงทำให้ประเทศไทยตกขบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ทั้งในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเตือนว่าหากไม่มีการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ประเทศไทยอาจต้องเผชิญชะตากรรมซ้ำรอยความล้มเหลวจากการขาดความพร้อมในยุคอีคอมเมิร์ซที่ผ่านมา ซึ่งยังคงเป็น "แผลสด" ในความทรงจำของภาคเอกชนและประชาชน
นางการดีได้ตั้งข้อสังเกตและคำถามสำคัญสามประการที่สะท้อนถึงปัญหานี้ ประการแรกคือ งบประมาณนี้มีการกระจายซ้ำซ้อนและไร้ทิศทางจริงหรือไม่ ประการที่สอง งบประมาณที่มีคำว่า AI ปรากฏอยู่นั้นเป็นเพียง "เอไอติดป้ายปลอม" ที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงใช่หรือไม่ และประการสุดท้าย งบประมาณเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยต้องตกขบวนโลกจริงหรือไม่ ซึ่งจากการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ส่วนตัวขอยืนยันว่าคำตอบคือ "ใช่" ทั้งสามข้อ ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินที่ไม่เพียงพอ หากแต่อยู่ที่การขาดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ยังไม่ทราบว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด
งบประมาณดิจิทัล: ซ้ำซ้อนและไร้ทิศทาง ส่อแววไร้แผนแม่บท
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เจาะลึกถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งมีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 13,625 ล้านบาท แม้จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 30% แต่เมื่อเทียบกับงบประมาณรวมทั้งประเทศแล้ว กลับคิดเป็นเพียงสัดส่วน 0.36% เท่านั้น ซึ่งก่อให้เกิดคำถามว่าเม็ดเงินจำนวนนี้เพียงพอหรือไม่ที่จะขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ยุค AI และเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง หรือว่าถูกซุกซ่อนอยู่ในกองทุนหรือหน่วยงานอื่นใด
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนเงิน คือ "วิธีคิด ตระหนัก และวิสัยทัศน์" ที่เป็นรากฐานของการจัดสรรงบประมาณชุดนี้ นางการดีชี้ว่ากว่า 65% ของงบประมาณกระทรวงดีอี กระจุกตัวอยู่ในสองโครงการหลัก นั่นคือโครงการโครงสร้างพื้นฐาน Government Data Center and Cloud Service (GDCC) หรือระบบคลาวด์ภาครัฐ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการรวบรวมข้อมูลหน่วยงานราชการ และอีกโครงการหนึ่งของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์เชิงพื้นที่
สำหรับโครงการ GDCC ซึ่งมีหลักการเป็นศูนย์กลางข้อมูลภาครัฐที่สำคัญ ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีนี้เกือบ 5,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 2,200 ล้านบาทในปีที่แล้ว และรวมแล้วมีการลงทุนไปแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ายังมีหน่วยงานราชการอื่นๆ อีก 55 โครงการ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยังคงเช่าบริการคลาวด์ของตนเองแยกต่างหาก คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,530 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซ้ำซ้อน การขาดแผนแม่บท และการบริหารจัดการที่ไร้ทิศทางอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณางบประมาณที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและไอทีโดยรวมจากทุกกระทรวง พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 51,000 ล้านบาท ซึ่งกระจายอยู่ในกระทรวงต่างๆ เช่น ศึกษาธิการ มหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิงคือ "พิมพ์เขียว" หรือ "โรดแมป" ที่ชัดเจนว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด การที่งบประมาณเพื่อการบูรณาการรัฐบาลดิจิทัลทั้งหมด 8,700 ล้านบาท กลับพบว่างบลงทุนมีสัดส่วนเพียง 9.4% ในขณะที่กว่า 70% เป็นงบดำเนินการ ยิ่งขัดแย้งกับแนวคิดการขับเคลื่อนประเทศสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างรุนแรง
นางการดีได้เปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมี Chief Digital Strategy Officer ในระดับรองปลัดกระทรวง และมีหน่วยงาน GovTech ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันจากภายใน เพื่อให้ประเทศสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับประเทศไทยที่ดูเหมือนว่า "ผู้บริหารองค์กรหลักอย่างกระทรวงดิจิทัล กลับกลายเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง มากกว่าที่จะเป็นคนที่ดูแลยุทธศาสตร์ของประเทศ"
AI ติดป้ายปลอม: งบลงทุนบังหน้า สร้างห้องเรียน-อาคารแทนการพัฒนาระบบ
ประเด็นที่สองที่ถูกเน้นย้ำและสร้างความกังวลอย่างยิ่งคือปัญหา "งบประมาณ AI ที่ติดป้ายปลอม" นางการดีได้เปิดเผยผลการสำรวจงบประมาณที่มีคำว่า "AI" หรือ "ปัญญาประดิษฐ์" พบว่ามีสูงถึง 2,583 ล้านบาท ครอบคลุม 198 รายการ ใน 91 หน่วยงาน และ 20 กระทรวง ซึ่งกว่า 90% ของงบประมาณเหล่านี้ระบุว่าเป็น "งบลงทุน"
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของโครงการเหล่านั้น กลับพบว่างบที่อ้างว่าเป็นการลงทุน AI ส่วนใหญ่กลับเป็นการ "สร้างห้องเรียน" "ซื้อครุภัณฑ์" หรือแม้กระทั่ง "สร้างอาคารปัญญาประดิษฐ์" ซึ่งไม่ใช่การลงทุนในเทคโนโลยี AI หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างแท้จริงแต่อย่างใด การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้การตีความขีดความสามารถของประเทศผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง แต่ยังสะท้อนถึงการขาดศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และการใช้งบประมาณ AI เพียงเพื่อ "ติดป้าย" ให้ได้มาซึ่งงบประมาณ โดยไม่ได้สร้างผลงาน หรือผลสัมฤทธิ์ทางด้าน AI อย่างแท้จริง การกระทำเช่นนี้จึงเป็นเพียงการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลืองและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล
ไทยเสี่ยงตกขบวนโลก: ไร้โครงสร้างพื้นฐาน ไร้ข้อมูล ไร้การกำกับดูแล AI
นางการดีได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะ "ตกขบวนโลก" อีกครั้ง หากไม่มีการวางยุทธศาสตร์ AI ที่ดี โดยได้ตั้งคำถามสำคัญที่ไร้คำตอบจากงบประมาณและนโยบายในปัจจุบัน ซึ่งเป็นคำถามที่จำเป็นต้องมีคำตอบก่อนการจัดสรรงบประมาณด้วยซ้ำไป โดยมีคำถามสรุปดังนี้
1.โครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติอยู่ที่ไหน? ประเทศไทยมีแพลตฟอร์มหรือระบบรองรับการพัฒนา AI อย่างเป็นระบบแล้วหรือยัง
2.ข้อมูลที่จะพร้อมสำหรับฝึก AI อยู่ตรงไหน? การมีข้อมูลที่มีคุณภาพและพร้อมใช้งานถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา AI แต่ข้อมูลเหล่านี้มีอยู่หรือไม่และอยู่ที่ใด
3.จะใช้ AI ในการสเกลโครงการภาครัฐหรือเอกชนได้อย่างไร? ประเทศไทยมีแผนการนำ AI ไปขยายผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในภาคส่วนต่างๆ หรือไม่
4.จะมีการเพิ่มทักษะ (Upskill) แรงงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างไร? นอกเหนือจากโครงการพื้นฐาน เรามีแผนพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการในอนาคตและรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือไม่
5.AI Governance (ธรรมาภิบาล AI) อยู่ที่ใด? มีกฎเกณฑ์หรือนโยบายที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อป้องกันการผูกขาดและการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดหรือไม่
นางการดีกล่าวว่าส่วนตัวไม่เห็นคำตอบ สำหรับคำถามเหล่านี้จากการพิจารณางบประมาณและยุทธศาสตร์ที่นำเสนอมา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ
บทเรียนจากอดีต: ซ้ำรอยความผิดพลาดในยุคอีคอมเมิร์ซ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวถึง "แผลสด" จากอดีตเพื่อเตือนสติ นั่นคือความผิดพลาดในยุคอีคอมเมิร์ซ ที่ประเทศไทยไม่สามารถวางกฎกติกาได้ทัน สร้างแพลตฟอร์มของตัวเองไม่ทัน สุดท้ายตลาดออนไลน์ก็ตกอยู่ในมือของต่างชาติ ทำให้ผู้ประกอบการ SME ไทยต้องประสบปัญหาเจ็บช้ำและล้มตายไปจำนวนมาก ซึ่งเป็นบทเรียนที่ยังคงหลอกหลอนมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกในยุค AI
"เรารู้สึกว่าผู้บริหารยุทธศาสตร์ ผู้บริหารงบประมาณ ทำตัวเหมือนเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างว่าจะเลือกที่นั่นที่นี่ในราคาถูกมายังไงดี แต่ไม่มีใครมาวางรากฐานสักทีว่า แล้วเราจะสร้างพื้นฐานให้มันเกิดการเติบโตในประเทศที่แท้จริงได้อย่างไร" นางการดีกล่าว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวแสดงความกังวลว่า "ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ดิฉันให้ว่าไม่เกิน 3 ปี เราจะต้องมาตั้งถกเถียงกันว่า แล้วข้อมูลกลุ่ม AI ที่ว่า AI ของบ้านเรานั้นเป็นของเป็นมือใคร แล้วประชาชนเอง รัฐเอง หรือ SME เองจากในไทยไม่สามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้เลย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสในการเป็นผู้นำหรือแม้แต่ผู้เล่นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีสำคัญของโลก”
นางการดีได้กล่าวสรุปทิ้งท้าย โดยย้ำเตือนว่า หากวันนี้ประเทศไทยยังไม่สามารถวาง "AI Framework" ที่สำคัญ หรือยุทธศาสตร์ที่ดีได้ เราก็จะซ้ำรอยความผิดพลาดเช่นเดียวกับในประเด็นอีคอมเมิร์ซที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว งบประมาณที่เรียกว่า "งบประมาณไร้อนาคต" นี้ จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่นี้ไว้ได้ และไม่ตกขบวนไปอีกครั้ง คำถามที่ยังรอคำตอบจากรัฐบาลคือ เราจะแก้ไขการกระจายซ้ำซ้อนของงบประมาณได้อย่างไร จะรับมือกับ "เอไอติดป้ายปลอม" อย่างไร และจะวางยุทธศาสตร์เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องตกขบวนโลกอีกครั้งได้อย่างไร เพื่อให้งบประมาณปี 2570 เป็นงบประมาณที่มีอนาคตอย่างแท้จริง




