‘เอกนิติ’ ชี้โลกเจอความท้าทาย 4 ด้าน ทั้ง ‘ภูมิรัฐศาสตร์-AI-สิ่งแวดล้อม-แรงงาน’ แนะศาลอุทธรณ์ชำนัญตดีพิเศษ รับมือการฟ้องร้องให้ทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีเปิดงานเสวนาเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 1 ทศวรรษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโจทย์ใหม่ในการพิจารณาคดีชำนัญพิเศษ” และกล่าวตอนหนึ่งว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จัดตั้งขึ้นมาครบรอบ 1 ทศวรรษ มีผลงานการปฏิบัติงานในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ได้บรรลุตามเจตนารมณ์ ย่อมเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของหน่วยงาน ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี การสัมมนาครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา ในด้านสร้างสรรค์และด้านพัฒนาบุคลากร และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม 2569-2572 ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความรู้ความเชี่ยวชาญ และเตรียมความพร้อมให้แก่ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ต่อมา นายกีรติ วรพุทธพงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ไบรรยายพิเศษในหัวข้อ“ทิศทางการพัฒนาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ” ว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แบ่งเป็น 5 แผนก ได้แก่ แผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ,แผนกคดีภาษีอากร, แผนกคดีแรงงาน, แผนกคดีล้มละลายและแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โดยผู้พิพากษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
นายกีรติกล่าวว่า คดีชำนัญพิเศษเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การค้า การจ้างงาน และสภาพสังคม คำพิพากษาของศาลจึงไม่ได้มีผลเฉพาะต่อคู่ความ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานและความชัดเจนให้แก่ภาคธุรกิจและสังคม เช่น การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การคุ้มครองสิทธิแรงงาน ตลอดจนการฟื้นฟูกิจการที่ต้องคำนึงถึงทั้งโอกาสในการดำเนินธุรกิจ และต้องดูเรื่องการมีธรรมาภิบาลของลูกหนี้ด้วย
“ผมเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศ ล้วนส่งผลต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ความทั้งในและต่างประเทศ”นายกีรติกล่าวว่า
ต่อมา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยยุคเปลี่ยนผ่านกับความท้าทายใหม่ของกระบวนการยุติธรรม” ว่า เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมายมีความเชื่อมโยงกัน การพิจารณาคดีจึงจำเป็นต้องให้ทันบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทาย 4 เรื่องสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจไทยและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ 1.ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โลกเปลี่ยนจากยุคการค้าเสรี ไปสู่การกีดกันทางการค้า มีการนำเรื่องแรงงานบังคับ มาเป็นข้ออ้างในการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม ซึ่งประเทศไทยเพิ่งถูกสหรัฐใช้มาตรการ 301 ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยเป็น 12.5%
นายเอกนิติกล่าวว่า ไทยต้องรักษาสมดุลและความเป็นกลางซึ่งนักลงทุนต่างชาติต้องการย้ายฐานการผลิตมายังพื้นที่ที่มีความปลอดภัย ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนักลงทุน อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นโอกาสในการลงทุน แต่ก็ความเสี่ยงจากทุนเทา ซึ่งจะผู้พิพากษาต้องเจอกับคดีประเภทนี้มากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า 2. AI ถือเป็นการปฏิวัติครั้งใหม่ของโลก ส่งผลอย่างมากต่อวิชาชีพกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดี โดย AI สามารถช่วยวิเคราะห์เอกสารจำนวนมาก ค้นหาจุดขัดแย้งในคำพิพากษา ตรวจสอบประมวลรัษฎากรได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศาลได้ แต่ขณะเดียวกัน AI ก็ถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมต่างๆ ได้ ทั้งการฉ้อโกงและ Deepfake ที่ตแต่งใบหน้าและเสียงได้อย่างแนบเนียนเพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งตนก็ยังโดนมาแล้ว ดังนั้น แม้ AI จะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ผู้ใช้ต้องมีความรู้เท่าทัน ในการใช้ AI เป็นเครื่องมือ
นายเอกนิติกล่าวว่า 3.การเปลี่ยนผ่านพลังงานและสิ่งแวดล้อม จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันสูงขึ้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสูงมาก ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม หลายประเทศนำมาเป็นเงื่อนไขการค้าและการลงทุน จะทำให้คดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า 4. แรงงานและสังคมสูงวัย ประเทศไทยเจอปัญหาแรงงานน้อยลง เนื่องจากเข้าสู่สังคมสูงสัย ขณะที่อัตราการเกิดใหม่ที่ลดลงจนติดลบ ทำให้กำลังแรงงานลดลง ทำให้ไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวมากขึ้น และจะมีปัญหาด้านแรงงานที่เป็นคดีความสู่ศาลเพิ่มขึ้นด้วย




