'เอกนิติ' แจงรัฐบาลเดินหน้า 'ประคองเศรษฐกิจ-เร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน -ลงทุนเพื่ออนาคต' พร้อมรักษาวินัยการเงินการคลัง สู่ขอบฟ้าใหม่ประเทศไทย
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภูมิเศรษฐศาสตร์ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งห่วงโซ่อุปทานและทิศทางการลงทุนของโลก สำหรับประเทศไทยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส โดยไทยสามารถใช้ความเปิดกว้าง ที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับตลาดสำคัญทั่วโลก เสริมบทบาทเป็น “Trusted Connector” หรือฐานที่มั่นคงและเชื่อถือได้สำหรับบริษัทที่ต้องการเชื่อมโยงการผลิตและตลาดในหลายภูมิภาค
นายเอกนิติกล่าวว่า สัญญาณการลงทุนของไทยกำลังปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยในครึ่งแรกของปี 2569 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มีมูลค่าราว 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% ขณะที่การลงทุนจริงของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมมีมูลค่ามากกว่า 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 30% นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ยังขยายตัวเกือบ 15% ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ สะท้อนว่าการลงทุนกำลังกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจึงวางแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไว้ใน 3 ระยะ คือ “Stabilise Today (เสถียรภาพวันนี้), Transition Now (เปลี่ยนผ่านทันที), Invest for Tomorrow(ลงทุนเพื่ออนาคต)” ซึ่งทั้งสามส่วนเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ในระยะสั้น รัฐบาลจะช่วยดูแลประชาชนจากผลกระทบของราคาพลังงานอย่างตรงจุด ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโดยพระราชกำหนดเงินกู้
จะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า การขนส่งสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเดินหน้า Direct Power Purchase Agreements และ Third-Party Access เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนลงทุนในระบบพลังงานมากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับ Invest for Tomorrow รัฐบาลจะใช้การลงทุนภาครัฐเพื่อดึงเงินลงทุนภาคเอกชน เร่งการลงทุนจากต่างประเทศผ่าน Thailand FastPass และกระตุ้นการลงทุนของธุรกิจไทยผ่านกลไก กรอ. โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ Thailand FastPass การลงทุนจริงขยายตัวเป็นเลขสองหลักต่อเนื่องทั้งสองไตรมาสของปีนี้ และเมื่อรวมกับโครงการที่รัฐบาลช่วยผลักดัน คาดว่าจะสามารถเร่งเม็ดเงินลงทุนได้มากกว่า 7 แสนล้านบาท
"การพัฒนาเศรษฐกิจเสมือนทีมฟุตบอล โดยภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็น “กองหน้า” กรอ. และภาครัฐทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” ช่วยแก้ปัญหาและผลักดันการลงทุน ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและวินัยการคลังคือ “กองหลัง” ที่สร้างความมั่นใจให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง"นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ความสำเร็จไม่ควรวัดจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าการลงทุนนั้นสร้างประโยชน์อะให้กับประเทศ โดยเน้นการลงทุนคุณภาพต้องนำเทคโนโลยีและการวิจัยเข้ามา เชื่อมธุรกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างงานพร้อมทักษะใหม่ให้คนไทย ผ่าน Skill Bridge ซึ่งเป็นการฝึกอบรมแบบ demand-driven ตามทักษะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการจริง ขณะเดียวกัน ตลาดทุนจะช่วยรองรับ
การเปลี่ยนแปลงผ่าน TISA, BOI-to-IPO และ JUMP+ ทั้งหมดนี้เชื่อมกับแนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือขอบฟ้าใหม่ของไทย ที่จะนำเสนอในการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ปลายปีนี้
“รัฐบาลจะเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประคองเศรษฐกิจ เร่งการเปลี่ยนผ่าน และลงทุนเพื่ออนาคต บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมรักษาวินัยการเงินการคลัง เพราะท้ายที่สุด เป้าหมายไม่ใช่เพียงการนำเงินทุนเข้าประเทศ แต่คือการ เปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถและสร้างโอกาสที่ดีขึ้นให้กับคนไทย"นายเอกนิติกล่าว
/////////////




