News Logo
หน้าแรก
สภาผู้บริโภค-เครือข่าย ค้านแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ชี้ลดทอนสิทธิพื้นฐาน ปชช.

สภาผู้บริโภค-เครือข่าย ค้านแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ชี้ลดทอนสิทธิพื้นฐาน ปชช.

26 ส.ค. 2569 17:35
ผู้ชม 14 คน

สภาผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ ประกาศจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้เป็นการลดทอนสิทธิการรักษาฟรี บีบประชาชนต้อง 'ร่วมจ่าย' พร้อมลดสัดส่วนเสียงภาคประชาชนในบอร์ด สปสช.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 สภาผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค และภาคประชาชนทั่วประเทศ ได้ร่วมกันแถลงในประเด็น 'สิทธิสุขภาพ ห้ามถอยหลัง' โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายหลักประกันสุขภาพเป็น 'สิทธิของประชาชน' ที่ได้รับคุ้มครองมากว่า 24 ปี ไม่ควรถูกผลักภาระกลับมาให้ประชาชนต้องแบกรับ ซึ่งการแถลงดังกล่าวเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 (พ.ร.บ.บัตรทอง) โดยเฉพาะข้อเสนอที่อาจส่งผลกระทบต่อหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในเรื่องการได้รับสิทธิรักษาพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านการผลักดันให้ปรับแก้เป็นผู้ป่วยต้องร่วมจ่ายเมื่อเข้ารับบริการ

นอกจากนี้ ในร่างแก้ไขดังกล่าวยังมีข้อเสนอปรับเปลี่ยนขอบเขตสิทธิของประชาชน จากคำว่าบริการที่ 'จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต' ไปเป็น 'สิทธิประโยชน์พื้นฐาน' ซึ่งการเปลี่ยนคำจำกัดความดังกล่าวนั้น อาจตีความได้ว่าประชาชนต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการลดสัดส่วนเสียงของภาคประชาชนจากการเสนอปรับโครงสร้างที่มาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งอาจส่งผลให้เสียงของประชาชนในด้านการบริการสุขภาพ ไม่ได้รับการรับฟังอย่างเหมาะสม

นายลาภิศ ฤกษ์ดี เลขาธิการมูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่ควรจับตาคือการร่วมจ่าย (Co-payment) ณ จุดบริการ เนื่องจากประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีภาระค่าใช้จ่ายจากการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอยู่แล้ว อาทิ ในพื้นที่ภาคเหนือ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางไกลเพื่อเข้ารับบริการเฉพาะทาง เช่น ผู้ป่วยจากอำเภอลี้ที่ต้องเดินทางเข้าตัวเมืองจังหวัดลำพูนเพื่อฟอกไต ต้องเสียค่าเหมารถครั้งละประมาณ 1,000-1,500 บาท และต้องเดินทางหลายครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่ผู้ป่วยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านระยะทาง การเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน

นายลาภิศชี้ว่า หากมีการแก้กฎหมายให้ประชาชนต้องร่วมจ่ายค่ารักษาเพิ่มขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมผู้ป่วยที่ต้องรับภาระค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคไต และผู้ที่ต้องรักษาต่อเนื่อง ซึ่งอาจเผชิญความเดือดร้อนอย่างรุนแรง เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้เกิดเพียงครั้งเดียว แต่เกิดซ้ำตลอดช่วงการรักษา

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแก้กฎหมายดังกล่าวมักเป็นแนวคิดที่ถูกขับเคลื่อนจากฝั่งผู้ให้บริการ หรือผู้บริหารระบบในระดับนโยบาย มากกว่าจะคำนึงถึงประสบการณ์ตรงของประชาชนหรือผู้ใช้บริการในพื้นที่ จึงส่งผลให้เมื่อระบบเผชิญปัญหาด้านงบประมาณ ทางออกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ มักกลายเป็นการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากประชาชน แทนที่จะเริ่มต้นจากการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการและการจัดสรรทรัพยากร 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นน่ากังวลเพิ่มเติม คือข้อเสนอให้แยกงบบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งนายลาภิศมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อการกระจายทรัพยากรไปยังโรงพยาบาลชุมชน เนื่องจากระบบเดิมจัดสรรงบประมาณตามจำนวนประชากรในพื้นที่ ช่วยให้โรงพยาบาลขนาดเล็กสามารถนำงบไปบริหารจัดการและจ้างบุคลากรเพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ได้

หากมีการแยกงบบุคลากรออกจากระบบดังกล่าว อาจส่งผลให้ทรัพยากรและบุคลากรเข้าไปกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้โรงพยาบาลชุมชนประสบข้อจำกัดในการรักษาบุคลากรให้อยู่ในพื้นที่ และท้ายที่สุดย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชนในต่างจังหวัด

นายลาภิศได้เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาความยั่งยืนของระบบสุขภาพไม่ควรเริ่มต้นจากการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ป่วย แต่ควรมองภาพรวมทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณ การกระจายบุคลากร การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ ตลอดจนการพัฒนาบริการสุขภาพให้อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

ขณะเดียวกัน ข้อมูลเรื่องร้องเรียนสิทธิบัตรทองยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ แม้จะมีสิทธิหลักประกันสุขภาพอยู่แล้ว ข้อมูลจาก สปสช. ตั้งแต่ปี 2567–2569 มีเรื่องร้องเรียนสิทธิบัตรทองรวม 1,665 เรื่อง พบว่า ปัญหาที่ประชาชนติดต่อเข้ามามากที่สุดคือ การขอคำปรึกษาด้านสุขภาพ การย้ายสิทธิ สิทธิประโยชน์ และการตรวจสอบสถานะ 859 เรื่อง รองลงมาคือ ไม่ได้รับความสะดวกตามสมควร จำนวน 228 เรื่อง ขณะที่ยังพบข้อร้องเรียนเรื่อง ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล 130 เรื่อง ไม่ได้รับการปฏิบัติตามสิทธิ 122 เรื่อง และหน่วยบริการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการให้บริการสาธารณสุข อีก 78 เรื่อง

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง เช่น การเรียกเก็บเงินค่ายานอกบัญชี การเรียกเก็บค่าบริการนอกเวลา รวมถึงปัญหา ระบบการส่งต่อหรือส่งตัวไม่ได้ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประชาชนต้องการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล

ขณะที่ทางด้าน นางมีนา ดวงราษี ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จังหวัดสุรินทร์ ได้เปิดเผยว่า เจตนารมณ์สำคัญของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คือการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการรักษาพยาบาลแบบ ‘สงเคราะห์ผู้ยากไร้’ ไปสู่ระบบ ‘รัฐสวัสดิการ’ ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รับบริการด้านสุขภาพอย่างถ้วนหน้าและเท่าเทียม โดยมุ่งมั่นทำให้ระบบสามารถโอบรับประชาชนได้ทุกกลุ่มอย่างแท้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

นางมีนาระบุว่า จุดแข็งอีกประการของกฎหมายเดิมคือการออกแบบโครงสร้างให้เกิดการ แยกบทบาทระหว่าง ‘ผู้ให้บริการ’ ‘ผู้รับบริการ’ และ ‘ผู้ซื้อบริการ’ เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ ไม่ให้อำนาจด้านนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ และการให้บริการกระจุกอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป

ทั้งนี้ ในส่วนของภาคประชาชน กฎหมายเดิมกำหนดให้มีตัวแทนจากเครือข่ายประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในบอร์ด 5 ที่นั่ง จาก 9 เครือข่าย เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการจากพื้นที่ รวมทั้งทำหน้าที่ถ่วงดุลกับฝ่ายรัฐ ผู้ให้บริการ และกลุ่มวิชาชีพ

นางมีนาได้แสดงกังวลว่า หากการแก้กฎหมายทำให้สัดส่วนหรือที่มาของตัวแทนภาคประชาชนลดลง หรือทำให้ผู้แทนที่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายผู้ให้บริการมีบทบาทมากขึ้น อาจกระทบต่อหลักการถ่วงดุลที่กฎหมายเดิมวางไว้ และเปิดความเสี่ยงต่อปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในการตัดสินใจเรื่องงบประมาณ การจัดบริการ และสิทธิประโยชน์ของประชาชน

พร้อมย้ำว่า การกระจายอำนาจและการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนจากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพตอบสนองต่อปัญหาจริงในพื้นที่ ดังนั้น การปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. ควรทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่ลดลง

นายสุนทร สุริโย ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จังหวัดกาญจนบุรี ระบุว่า การแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ จะต้องไม่ทำให้สิทธิด้านสุขภาพของประชาชนลดลง จากเดิมที่ครอบคลุมบริการที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตไปเหลือเพียง ‘สิทธิขั้นต่ำ’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประชาชนยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาและเข้าถึงบริการด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น 

นายสุนทรตั้งคำถามถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า จะยอมให้ประชาชนในพื้นที่ที่เลือกตนเข้ามาถูกลดทอนสิทธิหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อร่างที่มาจากฝ่ายวุฒิสภาว่า ควรคำนึงถึงเสียงและความต้องการของประชาชนผู้ใช้สิทธิโดยตรงมากกว่านี้ พร้อมเตือนว่า หากประชาชนต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นสัดส่วน อาจสร้างภาระอย่างหนักต่อครัวเรือน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องรักษาต่อเนื่อง และเสี่ยงนำไปสู่ปัญหาหนี้สินหรือวิกฤตทางเศรษฐกิจของครอบครัว

นายสุนทรเสนอว่า ไม่ควรลดทอนสิทธิ แต่ควรเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบสุขภาพ โดยพิจารณาแนวทาง ‘รวม 3 กองทุน’ ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ รวมถึงกองทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับมาตรฐานสิทธิพื้นฐานเดียวกัน

ด้าน ภญ.ชโลม เกตุจินดา อุปนายกสมาคมผู้บริโภค จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยในปี 2543 ภาคประชาชนได้ร่วมกันรวบรวมรายชื่อมากกว่า 50,000 รายชื่อ เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก่อนจะนำมารวมกับร่างกฎหมายจากหลายฝ่ายเพื่อเข้าสู่การพิจารณาร่วมกัน และพัฒนาต่อยอดมาเป็นระบบบัตรทองที่ใช้ดูแลประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน 

ทั้งนี้ ตลอดกว่า 24 ปี จุดแข็งสำคัญของระบบคือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะ มาตรา 47 เรื่องกองทุนสุขภาพท้องถิ่น ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง สปสช. กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมดูแลและออกแบบสุขภาพของตนเองในพื้นที่

ภญ.ชโลม ชี้ว่า ความสำคัญอยู่ที่มาตรา 3 ซึ่งวางหลักเรื่องบริการสาธารณสุข รวมถึงการเข้าถึงบริการฉุกเฉินที่ทำให้ประชาชนได้รับการรักษาเมื่อเกิดเหตุจำเป็น พร้อมเห็นว่า กระทรวงสาธารณสุขควรเน้นบทบาทดูแล สนับสนุน และสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ มากกว่าดึงงบประมาณทั้งหมดกลับไปบริหารรวมศูนย์

ภญ.ชโลม ย้ำว่า ภาคประชาชนไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งกับบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายร่วมกันคือการให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุด ระบบสุขภาพจึงควรเติบโตและพัฒนาไปพร้อมกัน แทนที่จะสร้างชนวนความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนคณะกรรมการกองทุนสุขภาพท้องถิ่น ร่วมกันส่งเสียงคัดค้านการแก้ไขกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ว่า ระบบหลักประกันสุขภาพต้องพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ไม่ใช่ถอยหลังไปจากสิทธิที่ประชาชนเคยได้รับ

น.ส.จินตนา ศรีนุเดช อุปนายกสมาคมผู้บริโภค จังหวัดขอนแก่น ระบุว่า หลังจากนี้สภาผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคจะเดินหน้ารวบรวมเสียงจากประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนจุดยืนต่อการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านผ่านแบบฟอร์ม ทั้งนี้ รายชื่อที่รวบรวมได้จะถูกนำไปใช้สะท้อนเสียงของประชาชนต่อผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงระบบหลักประกันสุขภาพต้องรับฟังเสียงของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิโดยตรง

น.ส.จินตนาย้ำว่า เครือข่ายขอเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบาย ยุติการผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทองทุกฉบับที่มีหลักการดังกล่าว และไม่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงจากการไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาในวันที่เจ็บป่วย “เพราะหลักประกันสุขภาพคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ใช่ต้นทุนที่ควรถูกผลักกลับมาให้ประชาชนแบกรับในวันที่อ่อนแอที่สุด” น.ส.จินตนาระบุ 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอกนิติ'ชูขอบฟ้าใหม่ประเทศไทย ลุย'ประคองศก.-เร่งเปลี่ยนผ่าน-ดึงลงทุน'
'เอกนิติ'ชูขอบฟ้าใหม่ประเทศไทย ลุย'ประคองศก.-เร่งเปลี่ยนผ่าน-ดึงลงทุน'