News Logo
หน้าแรก
‘บอร์ดอีวี’ไฟเขียวปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า หนุนใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

‘บอร์ดอีวี’ไฟเขียวปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า หนุนใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

10 ก.ย. 2569 22:34
ผู้ชม 39 คน

‘บอร์ดอีวี’ เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า เน้นส่งเสริมการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เผยยอดส่งเสริมการลงทุนอุตยานยนต์ไฟฟ้าทะลุ 1.52 แสนล้านบาท ค่ายรถฯ ญี่ปุ่นเร่งลงทุนเพิ่มกว่า 5 หมื่นล้าน

สำนักข่าว Next News รายงานวันที่ 10 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด อีวี) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สอดรับกับเทคโนโลยีและแนวโน้มยานยนต์แห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญควบคู่กันทั้งการต่อยอดความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการสร้างขีดความสามารถรองรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตที่ครบวงจร

 นายวราวุธกล่าวว่า  ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร รถเพื่อการพาณิชย์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจุและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ พร้อมพิจารณาแนวทางสนับสนุนเทคโนโลยี HEV/MHEV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วน Local Content และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ

 นายวราวุธกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า อย่างครบวงจร ทั้งการขยายโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการอัดประจุ การยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ เครื่องอัดประจุ และความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและซากยานยนต์ ตั้งแต่การรวบรวม การถอดแยก การนำกลับมาใช้ประโยชน์ และการรีไซเคิล ตลอดจนการพัฒนากลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและยกระดับขีดความสามารถด้านการรีไซเคิลภายในประเทศ

 นายวราวุธกล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากภาคเอกชนมาประกอบการกำหนดทิศทางนโยบาย โดยครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานและการทดสอบ มาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ การส่งเสริม Local Content และ Common Parts การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ การยกระดับผู้ประกอบการไทย การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตเดิม นักลงทุนรายใหม่ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

 “ที่ประชุมได้หารือแนวทาง ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับการลงทุน การผลิต การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมถึงการเตรียมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการปรับแนวทางการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV3.5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และทิศทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง”นายวราวุธกล่าว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บอร์ด เห็นชอบหลักการในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี โดยมุ่งให้โครงสร้างภาษีสะท้อนประโยชน์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการจ้างงาน

 นายนฤตม์กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ยึดหลักการสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.) นำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว (Investment-Driven Import) โดยการผูกเงื่อนไขการนำเข้ากับการลงทุนผลิตจริงในประเทศ 2.) ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (Regional and Global Export Hub) และ 3.) การยกระดับการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง  (High Value-Added Local Content) รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย 4.) การสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและรถยนต์นำเข้า และ 5.) การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Suppliers) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย

 นายนฤตม์กล่าวว่า ภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ จะกำหนดอัตราภาษีให้แตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้

1.รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผู้นำเข้าไม่มีโรงงานผลิตในประเทศจะมีอัตราภาษีที่สูงขึ้น

2.รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าโดยผู้ผลิตซึ่งมีโรงงานในประเทศไทยแล้ว แต่มีความจำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นเพื่อทดลองตลาด จะกำหนดปริมาณนำเข้า โดยพิจารณาจากการเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างในประเทศไทย

 3.รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับปานกลาง แต่ยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ผลิตในประเทศได้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีปริมาณการผลิตน้อย แต่มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น รถยนต์กลุ่มพรีเมียม

 4.รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและสามารถใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ

ทั้งนี้ อัตราภาษีจะลดหลั่นตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายฐานการผลิตและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ

 นายนฤตม์กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วนตลอดวงจรชีวิต รวมถึงดูแลการบริหารจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วอย่างเป็นระบบและการกำจัดซากรถยนต์ และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ทำหน้าที่ผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบอัดประจุไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังศึกษามาตรการส่งเสริมให้มีการใช้และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

 นายนฤตม์กล่าวว่า นอกจากนี้ บอร์ดอีวีได้รับทราบความคืบหน้าการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV อยู่ที่ 126,950 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์กลุ่ม xEV ทั้ง BEV, HEV และ PHEV มีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 55 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ไทยได้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี xEV อย่างชัดเจน

 นายนฤตม์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้ขยายตัวครอบคลุมตลอดระบบนิเวศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 บีโอไอให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกิจการที่เกี่ยวข้องรวม 189 โครงการ เงินลงทุน 151,372 ล้านบาท โดยกิจการผลิตแบตเตอรี่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 87,073 ล้านบาท ของเงินลงทุนทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ การผลิตรถยนต์ BEV มูลค่า 38,563 ล้านบาท และการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ มูลค่า 12,558 ล้านบาท นอกจากนี้ โครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมีแผนติดตั้งหัวจ่ายรวม 23,135 หัวจ่าย ในจำนวนนี้เป็นหัวจ่ายแบบ Quick Charge 10,249 หัวจ่าย หรือประมาณร้อยละ 85 ของเป้าหมาย 12,000 หัวจ่ายในปี 2573 แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทั้งฐานการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนาไปพร้อมกัน

นายนฤตม์กล่าวว่า ด้านผู้ผลิตรถยนต์ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย ได้แก่ มิตซูบิชิ ฮอนด้า มาสด้า และอีซูซุ ยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมรวมกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ปรับปรุงสายการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และรองรับเทคโนโลยี HEV, MHEV และยานยนต์ไฟฟ้ารูปแบบต่างๆ สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไม่ได้ขับเคลื่อนจากผู้ผลิต BEV รายใหม่เท่านั้น แต่ผู้ผลิตรายเดิมกำลังเร่งปรับฐานการผลิตในประเทศไทยให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกด้วย

 “อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทั้ง BEV, HEV, PHEV และเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ประเทศไทยจึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตยานยนต์ในระยะยาว โจทย์สำคัญคือการออกมาตรการที่เปิดกว้างต่อเทคโนโลยี แต่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งนี้จึงเป็นจังหวะสำคัญในการปรับสมดุลระหว่างการนำเข้าและการลงทุนในประเทศ พร้อมส่งเสริมการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี และการจ้างงานที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อตอกย้ำสถานะฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกที่พร้อมรับทุกเทคโนโลยีแห่งอนาคต”นายนฤตม์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯจี้เคลียร์'แอร์พอร์ต ลิงก์' ผู้ว่ารฟท.ยันหลัง30ก.ย.ยังเดินรถต่อ
นายกฯจี้เคลียร์'แอร์พอร์ต ลิงก์' ผู้ว่ารฟท.ยันหลัง30ก.ย.ยังเดินรถต่อ