News Logo
หน้าแรก
เตือนนำเข้าแบตเตอรี่รถ EV ใช้แล้ว ไทยเสี่ยงผลกระทบสิ่งแวดล้อมหนักขึ้น

เตือนนำเข้าแบตเตอรี่รถ EV ใช้แล้ว ไทยเสี่ยงผลกระทบสิ่งแวดล้อมหนักขึ้น

15 มี.ค. 2569 18:19
ผู้ชม 80 คน

มูลนิธิบูรณะนิเวศ เตือนแนวทางควบคุมการนำเข้าแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วโดยไม่มีกฎหมายที่เข้มแข็งจะทำให้ไทยมีความเสี่ยงรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันไทยกลายเป็นศูนย์กลางรับขยะพิษของภูมิภาคอยู่แล้ว และที่ผ่านมาโรงงานรีไซเคิลได้สร้างผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศอย่างมาก

น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) เปิดเผยกับ Next News ว่า การนำเข้าของเสียอันตราย อย่างเช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วมีความเสี่ยงอันตรายต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสูงมาก เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุมโรงงานรีไซเคิลที่เข้มแข็ง เมื่อมีการนำเข้ามาจะทำให้ของเสียที่ผ่านคัดแยกตกค้างอยู่ในประเทศ และนำส่วนที่ดีส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ทองคำ ทองแดง ฯลฯ

น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายในการจัดการเรื่องผลกระทบจากของเสียอันตรายของประเทศไทยถอยหลังมาก แต่ไทยกลับเป็นประเทศที่รับของเสียอันตรายเข้ามาเยอะมาก ซึ่งการนำเข้าของเสียอันตรายที่ประกอบด้วยโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แผ่นฐานฉนวน (PCB) และอื่นๆ ที่เป็นอัตรายจะถูกควบคุมด้วยอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด รวมถึงอนุสัญญาสต็อกโฮล์มว่าด้วยมลพิษตกค้างยาวนาน ซึ่งเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศที่คุ้มครองสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน

ของเสียอันตราย1

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งโดยโรงงานรีไซเคิลและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

"กระบวนการนำเข้าสินค้าประเภทนี้มักมีผลประโยชน์ใต้โต๊ะที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐที่ออกใบอนุญาตและกำกับ อย่างกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถ้าจะส่งเสริมการรีไซเคิลให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ ทำไมไม่เอาของเสียอันตรายในประเทศหรือแบตเตอรี่เก่าในประเทศมารีไซเคิล เพราะมีเยอะมาก

"กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเขามีกฎหมายควบคุมของเสียอันตรายที่เข้มแข็ง และการคัดแยกชิ้นส่วนของเสียอันตรายมีต้นทุนที่สูงมาก เขาจึงส่งออกสินค้าประเภทของเสียอันตราย เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังประเทศที่ไม่มีกฎหมายควบคุมหรือมีกฎหมายที่อ่อนแอกว่า ซึ่งไทยก็อยู่ในกลุ่มนี้ เพราะเราไม่มีกฎหมายควบคุมการนำเข้าของเสียอันตรายที่เข้มแข็งพอ

"ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีกฎหมาย EPR ที่เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ผลิตที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคุมวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดส่งกระจายสินค้า การรับคืน การเก็บรวบรวม การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัด เพื่อไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือเกิดน้อยที่สุด เขามีการกำกับกระบวนการแยกทิ้งและการส่งกลับไปให้บริษัทสินค้าต้นสังกัดจัดการ" น.ส.เพ็ญโฉม ระบุ

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้พยายามผลักดันกฎหมาย EPR มาหลายปี แต่เป็นเรื่องที่ยากมาก เวลานี้แค่แบตฯ ไฟฉายยังไม่มีกฎหมายควบคุม ถ้ายิ่งเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้แล้วจะยิ่งอันตราย เพราะมีองค์ประกอบที่ใหญ่กว่ามาก ซึ่งที่ผ่านมาโรงงานรีไซเคิลของเสียอันตรายได้สร้างกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบต่อชุมชน น้ำใต้ดิน น้ำบาดาล ภาคเกษตรกรรมเสียหาย คนงานได้รับสารพิษอันตราย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ที่ นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานได้มีมติเห็นชอบแนวทางการควบคุมการนำเข้าแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเข้าสู่ราชอาณาจักร เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสม ป้องกันและความเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษตลอดจนจะเป็นการยกระดับการจัดการของเสียอันตรายของประเทศ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ปลัดทส1

นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569

นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เข้าชี้แจงประเด็นการควบคุมการนำเข้าแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ที่ใช้แล้วเข้าสู่ราชอาณาจักรต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในครั้งนี้ โดยปัจจุบันยังไม่มีหลักเกณฑ์จำแนกประเภทแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าระหว่างซากแบตเตอรี่และแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว ซึ่งยังไม่ถูกควบคุมภายใต้กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายและไม่ต้องขออนุญาตนำเข้า ทำให้เกิดช่องว่างการนำเข้าแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วที่มีประสิทธิภาพต่ำจนอาจเข้าข่ายเป็นของเสียตกค้างภายในประเทศ หากดำเนินการในสถานที่ที่ไม่ได้รับการควบคุม อาจก่อให้เกิดมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

กรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงเสนอแนวทางการควบคุมการนำเข้าต่อคณะอนุกรรมการอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด ในการกำหนดประเภทแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยใช้ค่าสถานะทางสุขภาพของแบตเตอรี่ (State of Health: SOH) เป็นหลักเกณฑ์จำแนกประเภทให้ชัดเจน

นอกจากนี้ จะมีการปรับปรุงบัญชี 5.3 เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว แห่งพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเพิ่มรายการ "แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว" จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่ต้องขออนุญาตก่อนการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องเป็นโรงงานเท่านั้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบต่อแนวทางดังกล่าว และมอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมปรับปรุงบัญชี 5.3 เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องแนวทางการควบคุมการนำเข้า

ตลอดจนสื่อสารและประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางดังกล่าวให้ชัดเจน เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสม รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อีกทั้งลดความเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

อนึ่ง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 มูลนิธิบูรณะนิเวศ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กมูลนิธิฯ ถึงปัญหาการนำเข้าขยะอุตสาหกรรม และขยะรีไซเคิลที่ผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐอเมริกา จำนวน 238 ตัน ซึ่งเป็นล็อตใหญ่ที่สุดของปี 2568

ขยะล็อตนี้ถูกสำแดงว่าเป็นเศษโลหะผสม แต่จากการตรวจสอบพบว่า เป็นแผงวงจรไฟฟ้าและขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้ยึดไว้ที่ท่าเรือกรุงเทพฯ และดำเนินคดีในข้อหาสำแดงสินค้าเท็จ และนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย พร้อมผลักดันส่งคืนกลับประเทศต้นทาง

มูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า ปัญหาการนำเข้าขยะผิดกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศมหาอำนาจที่ใช้ไทยเป็น 'ถังขยะโลก' โดยมีการลักลอบขนย้ายขยะอุตสาหกรรมอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากผ่านช่องทางผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ พบว่า กลุ่มทุนจีนสีเทาเข้ามามีบทบาทในธุรกิจรีไซเคิลขยะในไทยอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางรับขยะพิษของภูมิภาค โดยในปี 2566 ไทยมีโรงงานรีไซเคิลและกำจัดขยะมากกว่า 9,700 แห่ง

ทั้งนี้ ภายหลังจากจีนมีนโยบายห้ามนำเข้าเศษพลาสติกและขยะหลายชนิด เมื่อปี 2560 ประเทศที่เคยส่งออกเศษพลาสติกไปยังจีนได้เบนเข็มมายังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย โดยปี 2555-2559 มีการนำเข้าเศษพลาสติกไม่เกิน 76,000 ตัน/ปี ต่อมาในปี 2560-2563 ปริมาณการนำเข้าเศษพลาสติกของไทยถีบตัวสูงขึ้นเป็นกว่า 1 แสน ตัน/ปี และในปี 2561 มีการนำเข้าสูงถึง 552,912 ตัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ของเสียอันตราย
มลพิษสิ่งแวดล้อม
แบตเตอรี่รถอีวี



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย