สภาฯ มีมติแต่งตั้ง กมธ. แก้ปัญหาฝุ่นเหนือ พรรคร่วมฝ่ายค้านเดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ชี้ไม่ใช่แค่ปัญหามลพิษแต่คือวิกฤตสุขภาพ
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาฯ มีมติแต่งตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและติดตามการจัดการและแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จำนวน 19 คน ภายหลังจากที่มีมติออกมา พรรคร่วมฝ่ายค้านได้แก่ พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ และกล้าธรรม ได้ร่วมแถลงข่าวถึงประเด็นดังกล่าว ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ระบุว่า จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนยังคงได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง รัฐบาลควรดำเนินการมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชน อาทิ การทำมุ้งสู้ฝุ่นหรือการทำห้องปลอดฝุ่น เป็นต้น ซึ่งทางฝ่ายค้านจะนำข้อเสนอต่างๆ ผลักดันต่อไปในชั้น กมธ. ทั้งยังจะผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาดอย่างเต็มที่
ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านมีความเห็นตรงกันว่าควรผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เพียงปัญหามลพิษแต่เป็นวิกฤตสุขภาพและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงปัญหาการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมในประเทศไทย นอกจากนี้รัฐบาลควรมีตัวชี้วัดในการทำงานที่ชัดเจน ทั้งยังต้องมีการออกแบบงบประมาณที่เหมาะสม มิใช่ครอบคลุมแค่การเยียวยาระยะสั้นเท่านั้น
ทั้งนี้ นางการดีได้ให้สัมภาษณ์กับ Next News เพิ่มเติม ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรปัดตก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นการพิจารณาของวุฒิสภา โดยมีเหตุผลรองรับ 3 ข้อคือ 1.การปัดตกจะทำให้ทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์และอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นและถูกบังคับใช้ภายในปีนี้ 2.ไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเนื้อหาทั้งหมดเพราะเนื้อหายังสามารถใช้ได้อยู่ หากจะมีการแก้ควรเป็นรายมาตรา และ 3.การปัดตกถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสุขภาพและความมั่นคงของมนุษย์รองจากเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม กมธ. จำนวน 19 คน แบ่งสัดส่วนเป็น พรรคภูมิใจไทย 8 คน, พรรคประชาชน 5 คน, พรรคกล้าธรรม 2 คน, พรรคเพื่อไทย 3 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน โดย กมธ.ต้องศึกษาและพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน




