เครือข่ายอากาศสะอาดโต้ 'สุชาติ' ทุกประเด็น แจงเป้าหมายกำหนดค่าปรับแพงเพราะต้องการตั้ง 'เพดาน' ให้สูงเพื่อดัดหลังธุรกิจรายใหญ่ที่ปล่อยมลพิษสูง 'ปรับปรุงโรงงาน' ตั้งคำถามกลับทำไมต้องเกรงใจทุนใหญ่ ไม่คุ้มครองชีวิตและลมหายใจของคนไทย ย้ำร่างพ.ร.บ.มีขอบเขต 'ผู้ทำงานกลางแจ้ง' ตามกฎหมายแรงงานชัดเจน
ภาคประชาชนเครือข่ายอากาศสะอาดได้ตอบโต้นายสุชาติ ชมกลิ่น รับมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผ่านเฟซบุ๊ก Thailand Can มีเนื้อหาระบุว่า กรณีนายสุชาติมีความกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทั้งเรื่อง "กลุ่มเปราะบาง" และ "อัตราค่าปรับภาคธุรกิจ" ขอชี้แจงข้อเท็จจริงสำคัญ ดังนี้
1. ความชัดเจนของ "กลุ่มเปราะบาง" และ "ผู้ทำงานกลางแจ้ง"
• ประเด็นที่นายสุชาติกังวลเรื่องนิยามที่กว้างเกินไปนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากกลไกของกฎหมาย:
กฎหมายแม่บท vs กฎหมายลูก: พ.ร.บ. นี้คือ "กฎหมายแม่" ที่วางหลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ส่วนรายละเอียดว่าใครคือกลุ่มเปราะบางบ้าง จะถูกระบุชัดเจนใน "กฎหมายลูก" ซึ่งจะมีการอ้างอิงและบูรณาการเข้ากับกฎหมายแรงงาน เพื่อระบุขอบเขต "ผู้ทำงานกลางแจ้ง" ให้ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง
• ไม่ใช่ภาระงบประมาณใหม่ แต่คือการใช้อำนาจที่มีประสิทธิภาพ: การระบุกลุ่มเปราะบางไม่ใช่แค่เรื่องการแจกเงิน แต่คือการให้ "คณะกรรมการนโยบาย" มีกรอบในการใช้ดุลพินิจที่เข้มงวดขึ้น เช่น การกำหนดค่ามาตรฐานมลพิษในพื้นที่ที่มีกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่หนาแน่น หรือการอำนวยความสะดวกด้านสาธารณสุข ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว
2. อัตราค่าปรับ: ทำไมต้องอ้างอิงสากล (และสิงคโปร์)?
การกำหนดค่าปรับไม่ได้ดูแค่ในอาเซียนแบบผิวเผิน แต่เราพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์และมาตรฐานสากล:
• บทเรียนจากสิงคโปร์: ในกรณีมลพิษข้ามแดน เราอ้างอิงอัตราโทษจาก Transboundary Haze Pollution Act ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค
• เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ก่อมลพิษรายใหญ่: ค่าปรับที่สูงมีไว้เพื่อเป็น "เพดาน" สำหรับดัดหลังบริษัทรายใหญ่ที่จงใจปล่อยมลพิษ เพื่อให้ต้นทุนในการทำผิดสูงกว่าต้นทุนในการติดตั้งเครื่องจักรป้องกันมลพิษ (Polluter Pays Principle) ขณะเดียวกันรายเล็กที่ทำผิดเล็กน้อยก็ยังได้รับโทษที่เหมาะสมตามดุลพินิจ ไม่ได้เหมาเข่งปรับหนักทุกคน
เราต้องเน้นย้ำว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ "รีดภาษี" หรือ "จ้องจะปรับ" แต่ต้องการ "สร้างอากาศสะอาด" ดังนั้น ขั้นตอนการบังคับใช้จึงมีลำดับความสำคัญ ดังนี้:
• มาตรการช่วยเหลือเปลี่ยนผ่าน (SMEs Transition): สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย รัฐจะมีมาตรการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การให้คำปรึกษาทางเทคนิค หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน
• ค่าธรรมเนียมไม่ใช่ภาษี แต่คือค่าเสียโอกาสทางสังคม: การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับจะ "ไม่เกิดกับธุรกิจทุกราย" แต่จะมุ่งเน้นไปที่รายใหญ่ที่ก่อมลพิษสูงซึ่งมีกำลังในการปรับปรุงเทคโนโลยีแต่ไม่ทำ
• ธุรกิจที่ดื้อดึง (Non-compliance): คือกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและเวลาในการปรับตัวแล้ว แต่ยังคงเพิกเฉยต่อการแก้ไข
• เป้าหมายคือ "พฤติกรรม" ไม่ใช่ "ตัวเงิน": เงินค่าปรับไม่ใช่รายได้หลักที่รัฐต้องการ แต่เป้าหมายคือการตั้ง "เพดาน" ให้สูงพอที่จะทำให้การ "ปรับปรุงโรงงาน" คุ้มค่ากว่า "การจ่ายค่าปรับไปวันๆ"
3. มิติการลงทุน vs มูลค่าชีวิตคนไทย
การอ้างเรื่องการแข่งขันและการลงทุนในอาเซียนเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการมองข้ามต้นทุนทางสุขภาพที่ประชาชนต้องแบกรับ:
คำถามสำคัญที่สังคมต้องช่วยกันถาม: ในเมื่อสิงคโปร์ยังมีกฎหมายที่ลงโทษผู้ก่อมลพิษอย่างรุนแรงเพื่อคุ้มครองพลเมืองของเขาได้ "แล้วชีวิตและลมหายใจของคนไทย มีค่าน้อยกว่าประชาชนชาวสิงคโปร์หรืออย่างไร?" ถึงต้องตั้งค่าปรับให้เกรงใจทุนใหญ่จนไม่สามารถคุ้มครองคนในชาติได้




