สรุปเส้นทาง 20 คดีหุ้นภาษีชินคอร์ปของทักษิณ หลัง ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดอดีตรองปลัดฯ คลังและพวก เนื่องจากไม่ยื่นอุทธรณ์คดีหลังแพ้ในปี 2553
‘คดีหุ้นภาษีชินคอร์ป’ ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ก่อนที่ในปี 2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้กรมสรรพกรชนะคดีที่เรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1.76 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวที่กลายเป็นประเด็นร้อนเกิดขึ้นปลายเดือนเมษายน 2569 เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเสียงข้างมากชี้มูลความผิดนางสุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดฯ คลังและพวก กรณีไม่ยื่นอุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปของนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร พร้อมส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตในทันที
จุดเริ่มต้นของคดีภาษีชินคอร์ป
ย้อนกลับไปในปี 2542 นายทักษิณขณะนั้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด ณ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน โดยนายทักษิณได้ขายหุ้นชินคอร์ปให้กับบริษัทแอมเพิล ริชฯ จำนวน 32.92 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 10 บาท
ต่อมาในปี 2543 นายทักษิณได้ดึงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทแอมเพิล ริชฯ พร้อมโอนหุ้นในบริษัทดังกล่าวให้ 1 หุ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมา บริษัท ชิน คอร์ปฯ ได้ดำเนินการ 'แตกพาร์' ลดมูลค่าหุ้นจาก 10 บาท เหลือเพียง 1 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นเดิมที่มีอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าทันที ทำให้บริษัทแอมเพิล ริชฯ กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทชินคอร์ปฯ สูงถึง 329.2 ล้านหุ้น
ถัดมาในปี 2548 นายพานทองแท้เพิ่มทุนจำนวน 3 หุ้น ขณะที่น.ส.พินทองทา ชินวัตรได้รับโอน 1 หุ้น ส่งผลให้ทั้งคู่นั่งเป็นกรรมการบริษัท
ปี 2549 ตระกูลชินวัตรเทขายหุ้นให้เครือ ‘เทมาเส็ก’
โดยในปี 2549 บริษัทแอมเพิล ริชฯ ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปฯ ที่ถือไว้ให้พานทองแท้และน.ส.พินทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท สัดส่วน 50/50 คนละ 164.6 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ถัดมา 1 วันหลังจากนั้น ซึ่งก็คือวันที่ 23 มกราคม 2549 ทั้งคู่ได้ขายหุ้นดังกล่าวต่อให้กับเครือเทมาเส็ก ซึ่งเป็นบริษัทจากสิงคโปร์ ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท โดยขายไปทั้งสิ้น 329.2 ล้านหุ้น และเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่มีการเสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว (ตระกูลทักษิณเทขายหุ้นให้เครือเทมาเส็กในวันนั้นรวมทั้งสิ้น 7.3 หมื่นล้านบาท)
ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยได้เกิดการทำรัฐประหาร โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ คตส. ขึ้นมาตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ รวมถึงตั้งอนุกรรมการตรวจสอบการขายหุ้นระหว่างชินคอร์ปฯ กับบริษัทแอมเพิล ริชฯ
จนกระทั่งในปี 2550 คตส. มีมติให้กรมสรรพากรสั่งประเมินภาษีและเบี้ยปรับรวม 1.1 หมื่นล้านบาท จากนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ในฐานะกรรมการบริษัท แอมเพิล ริชฯ โดยชี้ว่า กรณีที่ทั้งคู่ซื้อหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดในขณะนั้นที่สูงถึง 49.25 บาท ส่วนต่างดังกล่าวจึงถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 ทั้งคู่ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินภาษีดังกล่าว
‘ทักษิณ’ เจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง
ขณะที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทากำลังต่อสู้คดีที่ศาลภาษีนั้น ในปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์นายทักษิณจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งระบุว่า ‘นายทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง’ ส่งผลให้ศาลภาษีกลางพิพากษาให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษีนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา
โดยในปี 2554 อัยการสูงสุด กรมสรรพากร และกรมบัญชีกลาง เห็นพ้องว่าไม่ควรอุทธรณ์คดีที่ฟ้องพานทองแท้และน.ส.พินทองทาเพราะไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริงตามคำตัดสินของศาล โดย น.ส.สุภา รองปลัดกระทรวงในขณะนั้น ได้สั่งสรรพากรให้เร่งประเมินภาษีจากเจ้าของที่แท้จริงแทน (นายทักษิณ) ซึ่งขณะนั้นยังเหลืออายุความกว่า 1 ปี
ความคืบหน้าของคดีหุ้นชินคอร์ปในปี 2557
ต่อมาในปี 2557 ได้เกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง รัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา โดยในปี 2560 ทางด้านนายประภาศ คงเอียด รองปลัดฯ คลังที่เป็นประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติเอกฉันท์ไม่สามารถขยายเวลาการออกหมายเรียกเก็บภาษีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ เนื่องจากกรมสรรพากรต้องออกหมายเรียกภายใน 5 ปี ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร หากพ้นกำหนดจะไม่มีอำนาจประเมินภาษี
ขณะที่ทางด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในขณะนั้น ระบุว่า กรมสรรพากรเคยออกหมายเรียกนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทานอมินีที่ถือหุ้นแทนทักษิณมาไต่สวนเมื่อปี 2555 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820-821 ดังนั้นถือว่าเคยออกหมายเรียกทักษิณมาไต่สวนแล้ว ทำให้อายุความขยายมาจนถึง 31 มีนาคม 2560 ส่งผลให้กรมสรรพากรยังสามารถประเมินภาษีทักษิณได้ โดยไม่ต้องออกหมายเรียกมาไต่สวนอีก
จนวันที่ 28 เมษายน 2560 กรมสรรพากรนำหนังสือแจ้งประเมินภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ของทักษิณ เมื่อปี 2549 รวมเป็นเงินกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท ไปติดไว้ที่บ้านของนายทักษิณ ส่งผลให้ทีมกฎหมายของนายทักษิณยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีคัดค้านการประเมินภาษีเพื่อเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ
การต่อสู้ทางคดีของทักษิณ
ต่อมาในปี 2565 ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า กรณีกรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากการที่ทักษิณขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าพนักงานสรรพากรดำเนินการผิดขั้นตอน โดยไปออกหมายเรียกที่นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ในฐานะตัวแทนแทนที่จะออกหมายเรียกไปยังนายทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ถูกประเมินภาษีโดยตรง เมื่อไม่ได้ออกหมายเรียกให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การประเมินนั้นจึงถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้เพิกถอนการประเมิน และในปี 2566 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาที่ 2819/2566 พิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง
ก่อนในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและศาลภาษีอากรกลาง โดยตัดสินให้กรมสรรพากรชนะคดี ส่งผลให้นายทักษิณต้องชำระภาษีตามหนังสือแจ้งประเมิน พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมมูลค่ากว่า 1.76 หมื่นล้านบาท
ศาลให้เหตุผลว่า โจทก์มีพฤติการณ์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) โดยใช้ชื่อบุคคลอื่นรวมถึงบุตรทั้งสองถือหุ้นแทน ดังนั้นหมายเรียกที่ส่งหาบุตรผูกพันกับนายตั้งแต่แรกในฐานะตัวแทน
นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวต้องการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกระทำดังกล่าวถือเป็นธุรกรรมที่ปราศจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ขัดต่อคุณธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรอย่างร้ายแรง ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง กรณีนี้จึงถือเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายที่ไม่มีเหตุอันควรแก่การงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
ป.ป.ช.เอาผิดข้าราชการระดับสูง ปมไม่อุทธรณ์คดีหุ้นชินคอร์ป หลังแพ้คดีในปี 2553
ต่อมาในปี 2569 ป.ป.ช.มีมติ 4:3 เสียง ชี้มูลความผิดนางสุภา อดีตรองปลัดฯ คลังและอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมทั้งนายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และนายสิทธิชัย สังขมณี สรรพากรภาค 1 ฐานกระทำความผิดมาตรา 157 ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป นายพานทองแท้กับ น.ส.พินทองทา หลังแพ้คดี เมื่อ 2553 โดยได้มีมีการส่งสำนวนไต่สวนพยานหลักฐานคดีนี้ให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลได้มีการนัดไต่สวนพยานในวันที่ 30 มิถุนายนนี้
อย่างไรก็ดี ทางด้านนางสุภาได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่งและทีมงานกลั่นแกล้ง พร้อมทั้งเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง อม.แดง 1/53 ได้พิพากษาว่า นับตั้งแต่ที่นายทักษิณเป็นนายกฯ 2 สมัย นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ต่างเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปมาโดยตลอด ดังนั้นศาลภาษีกลางจึงได้อาศัยข้อเท็จจริงดังกล่าวระบุว่า หุ้นชินคอร์ปที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ถืออยู่เป็นของนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ทำให้สรรพากรพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษี
ในประเด็นการพิจารณาสั่งไม่อุทธรณ์คดีนั้น อัยการผู้รับผิดชอบจากสำนักอัยการสูงสุดได้แจ้งผลคดีและมีความเห็นพ้องว่าไม่ควรอุทธรณ์ ซึ่งกรมสรรพากรและกรมบัญชีกลางต่างเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน ต่อมานางสุภาได้แจ้งต่อกรมสรรพากรว่า กระทรวงการคลังรับทราบรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งไม่อุทธรณ์คดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์กับผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาล่าสุดให้นายทักษิณ ต้องชำระภาษีรวมเป็นเงินกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท นางสุภาจึงมีความเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าว ไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 นอกจากนี้ นางสุภายังระบุด้วยว่า ตนเองไม่ทราบมาก่อนว่านายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร หรืออธิบดีรายอื่นไม่ได้ดำเนินการประเมินภาษีนายทักษิณ โดยเพิ่งมาทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวในช่วงปี 2560-2561 จึงต้องรอติดตามต่อว่าคดีกล่าวจะสิ้นสุดลงอย่างไร

สรุป 20 ปี คดีภาษีชินคอร์ปของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
อ่านประกอบ
https://www.nextnewsth.com/th/investigative/corruption-case/69f81b525d36ded613590823?v=4
https://www.nextnewsth.com/th/investigative/corruption/69fc4c0a5d36ded6136c7dc8?v=1
อ้างอิง
https://thaipublica.org/2025/11/thaksin-shin-corp-tax-supreme-court-full-ruling/
ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ อาจารย์กฎหมายภาษีอากรและซีอีโอ I TAX
ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี
เครดิตภาพ Thaksin Shinawatra




